รีเซต

เจาะธุรกิจคาร์โกไทยกระจุกตัวผํู้ประกอบการ 3 รายใหญ่

เจาะธุรกิจคาร์โกไทยกระจุกตัวผํู้ประกอบการ 3 รายใหญ่
TNN ช่อง16
7 ตุลาคม 2569 ( 15:21 )
11

ธุรกิจบริการขนส่งสินค้าทางอากาศหรือ Air Cargo ในไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องตามปริมาณการค้าการส่งออกที่ขยายตัว ทำให้มีผู้ประกอบการเข้ามาจำนวนมาก ขณะที่คลังสินค้าส่วนใหญ่กระจุกตัวที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาด้านการปฏิบัติการจุดใดจุดหนึ่งผลกระทบจึงขยายวงกว้าง

วิกฤตน้ำท่วมที่กำลังเกิดขึ้นในหลายจังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร ไม่ได้กระทบแค่การเดินทางของประชาชน ธุรกิจ ร้านค้า หรือระบบขนส่งทางถนนเท่านั้น แต่กำลังลามไปถึงอีกหนึ่งเส้นเลือดสำคัญของเศรษฐกิจไทย นั่นคือ “การขนส่งสินค้าทางอากาศ” หรือ Air Cargo

ภาพที่สะท้อนผลกระทบได้ชัดเจนที่สุดในเวลานี้ คือกรณีของ “การบินไทย” ที่ต้องประกาศระงับการรับสินค้าขาเข้า ขาออก และสินค้าถ่ายลำที่คลังสินค้าการบินไทย สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นการชั่วคราว ระหว่างวันที่ 1-6 ตุลาคม หลังน้ำท่วมในหลายพื้นที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของพนักงาน ทำให้กำลังคนไม่เพียงพอ และเกิดสินค้าตกค้างจำนวนมากเหตุการณ์ครั้งนี้กำลังทำให้เห็นชัดขึ้นว่า Air Cargo ไม่ใช่เพียงธุรกิจประกอบของสายการบิน แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยเข้ากับตลาดโลก  แม้ปัจจุบันการบินไทยจะกลับมาให้บริการสู่ภาวะปกติ ทำการบิน 100% ขณะที่สัมภาระคงค้างเหลือ 412 ใบ ส่วนด้านคลังสินค้า (Cargo) ไม่มีสินค้าค้างคลังแล้วก็ตาม

หากไปเจาะลึกธุรกิจนี้ข้อมูลจากวิจัยกรุงศรีพบว่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาประเทศไทยมีผู้ประกอบการขนส่งทางอากาศที่ดำเนินงานอยู่ทั้งหมด 258 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ประกอบการด้าน Cargo Carriers ถึง 155 ราย หรือคิดเป็น 60.1% ของทั้งหมด แบ่งเป็นผู้ให้บริการเที่ยวบินประจำ 87 ราย และเที่ยวบินไม่ประจำ 68 ราย

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะมีผู้ประกอบการจำนวนมาก แต่โครงสร้างการขนส่งสินค้าทางอากาศของไทยกลับมีลักษณะ “กระจุกตัวสูง”เพราะสินค้าคาร์โกทางอากาศของไทยถึง 99.8% ผ่านสนามบินในเครือบริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือ AOT โดยเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งรองรับถึง 92.3% ของปริมาณคาร์โกทั้งหมด ขณะที่ภูเก็ตมีสัดส่วน 3.5% และดอนเมือง 3.4%

นั่นหมายความว่า หากสุวรรณภูมิเกิดปัญหาด้านการปฏิบัติการ หรือจุดให้บริการสำคัญจุดใดจุดหนึ่งเกิดการหยุดชะงัก ผลกระทบก็มีโอกาสขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในส่วนของคลังสินค้าหลักที่ให้บริการบริเวณสุวรรณภูมิ ซึ่งมีผู้เล่นสำคัญ 3 ราย ที่สุวรรณภูมิ ได้แก่ THAI Cargo ครองส่วนแบ่ง 50-55% มีคลังสินค้าขนาดใหญ่รองรับสินค้าได้ 1.2 ล้านตันต่อปี  รองลงมา Bangkok Flight Services (BFS Cargo) ครองสัดส่วน 25-30% รองรับสินค้า 500,000-700,000 ตันต่อปี และ  AOTGA ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย บริการภาคพื้น จำกัด มีสัดส่วน 15-20% รองรับได้ 400,000-600,000 ตันต่อปี

โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า สุวรรณภูมิไม่ได้เป็นเพียงสนามบินที่รองรับผู้โดยสารจำนวนมหาศาล แต่ยังเป็น “ประตูการค้าของไทย” ที่ทำหน้าที่รับและส่งสินค้ามูลค่าสูงไปยังตลาดต่างประเทศและยิ่งไปกว่านั้น คาร์โกของไทยไม่ได้พึ่งพาตลาดในประเทศเป็นหลัก

ข้อมูลวิจัยกรุงศรีพบว่า การขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศคิดเป็นถึง 98% ของปริมาณคาร์โกทั้งหมด ขณะที่การขนส่งภายในประเทศมีเพียง 2% เท่านั้นตลาดสำคัญยังคงกระจุกตัวอยู่ในเอเชีย โดยจีนและฮ่องกงมีสัดส่วนรวมกันประมาณ 16% ของปริมาณคาร์โกระหว่างประเทศ ตามด้วยไต้หวันและญี่ปุ่นประเทศละ 8% เกาหลีใต้ 7% สิงคโปร์ 6% และกาตาร์ 2%โดยเฉพาะฮ่องกง สิงคโปร์ และกาตาร์ ยังมีบทบาทเป็นศูนย์กลางการเปลี่ยนถ่ายสินค้า หรือ Transshipment Hub ที่เชื่อมต่อสินค้าจากไทยไปยังตลาดอื่นทั่วโลกดังนั้น เมื่อเกิดปัญหากับการขนส่งทางอากาศ ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการส่งของจากไทยไปยังประเทศปลายทาง แต่สามารถกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาคได้ด้ว

ในอีกด้านหนึ่ง โครงสร้างรายได้ของธุรกิจการบินก็สะท้อนความสำคัญของ Cargo เช่นกันแม้รายได้จากบริการคาร์โกจะมีสัดส่วนประมาณ 8% ของรายได้รวมในอุตสาหกรรมการบิน เมื่อเทียบกับรายได้จากค่าโดยสารที่ประมาณ 83% และบริการอื่นๆ อีก 9% แต่สายการบินจำนวนมากใช้รูปแบบ Combined Carriers คือใช้พื้นที่ใต้ท้องเครื่องบินโดยสาร หรือ Belly Hold สำหรับขนส่งสินค้าไปพร้อมกับผู้โดยสาร

ทำให้คาร์โกกลายเป็นรายได้อีกทางหนึ่งที่ช่วยกระจายความเสี่ยง และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เครื่องบินในแต่ละเที่ยวบินที่สำคัญ ในช่วงที่ธุรกิจการบินโดยสารต้องเผชิญความผันผวน Air Cargo กลับกลายเป็นหนึ่งในกลไกที่ช่วยประคองรายได้และเชื่อมโยงสายการบินเข้ากับภาคการค้าและการส่งออกวิจัยกรุงศรียังประเมินว่า ปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศของไทยมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยประมาณ 3.5-4.5% ต่อปีในช่วงปี 2026-2028 จากประมาณ 1.62 ล้านตันในปี 2025 เพิ่มเป็น 1.71 ล้านตันในปี 2026 ขยับเป็น 1.77 ล้านตันในปี 2027 และแตะประมาณ 1.83 ล้านตันในปี 2028

พูดง่ายๆ ก็คือ แม้วันนี้ Air Cargo จะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่ในภาพใหญ่ ธุรกิจนี้กลับกำลังมีความสำคัญมากขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจไทยและนี่ทำให้เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้มีอีกหนึ่งมิติที่ต้องจับตานั่นคือ “ความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์”เพราะที่ผ่านมาเรามักมองความเสียหายจากน้ำท่วมผ่านถนน โรงงาน ร้านค้า หรือพื้นที่เกษตรกรรม แต่ในเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับตลาดโลกมากขึ้น ความเสียหายสามารถเกิดขึ้นได้แม้กับระบบที่ไม่ได้ถูกน้ำท่วมโดยตรง

*ดังนั้น วิกฤตน้ำท่วมในครั้งนี้จึงอาจมองได้มากกว่าปัญหาของสายการบินรายหนึ่ง หรือคลังสินค้าแห่งหนึ่งแต่เป็นบททดสอบว่า “ระบบโลจิสติกส์ไทย” มีความยืดหยุ่นมากพอหรือไม่ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้กำลังคน การเดินทาง และการขนส่งสะดุดพร้อมกันเพราะในโลกของการค้าในปัจจุบัน สินค้าหนึ่งชิ้นไม่ได้เดินทางเพียงจากโรงงานไปสนามบินแล้วขึ้นเครื่องบินเท่านั้น แต่ทุกขั้นตอนเชื่อมต่อกันเป็นห่วงโซ่ ตั้งแต่ผู้ผลิต รถขนส่ง คลังสินค้า สนามบิน สายการบิน ไปจนถึงผู้ซื้อในต่างประเทศและหากจุดใดจุดหนึ่งหยุดลง ผลกระทบก็สามารถส่งต่อไปได้ตลอดทั้งห่วงโซ่

วันนี้ Air Cargo จึงไม่ใช่เพียง “พื้นที่ใต้ท้องเครื่องบิน” ที่สร้างรายได้เสริมให้สายการบินอีกต่อไปแต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างสำคัญของเศรษฐกิจไทย ที่เชื่อมผู้ผลิตไทยเข้ากับตลาดโลก

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง