6 คำถามสำคัญ สำหรับนักลงทุนในปี 2569

#ทันหุ้น - ขณะที่ปี 2569 กำลังใกล้เข้ามา สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ: นักลงทุนกำลังเผชิญกับตลาดที่ให้ความรู้สึกทั้ง คุ้นเคยและแตกต่างไปจากพื้นฐาน การเติบโตมีความไม่สม่ำเสมอแต่ยังมีพื้นที่ให้เดินหน้าต่อไป เทคโนโลยีกำลังพลิกโฉมเศรษฐกิจ ตลาดการลงทุน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อผลกำไรและพอร์ตลงทุนยังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย ขณะเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกกำลังเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่แตกต่างกัน
บทวิจัยจาก Bank of New York Mellon หรือ BNY เกี่ยวกับรายงานแนวโน้มปี 2569 นำเสนอคำตอบสำหรับ 6 คำถามหลัก ที่มักเกิดขึ้นในการสนทนาและเป็นหัวข้อที่กำลังถกเถียงกันในปัจจุบัน โดยจะเป็นคำถามเชิงปฏิบัติที่เราคาดว่าจะกำหนดทิศทางของภูมิทัศน์การลงทุนและตลาดในปีหน้า
คำถามแรก: เศรษฐกิจโลกจะรักษาสมดุลเปราะบางเหมือนวันนี้ต่อไปได้ไหม
หนึ่งคำถามใหญ่ของนักลงทุนทั่วโลกคือ เศรษฐกิจโลกจะรักษาสมดุลความเปราะบางเหมือนที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้ต่อไปได้ไหม? โดยทีมวิจัย BNY มองว่า ด้านหนึ่งเราเห็นการเติบโตที่ยังทรงตัวแต่ไม่ถดถอย อีกด้านหนึ่ง เงินเฟ้อยังไม่ปรับลงง่าย ๆ ขณะที่อีกด้าน สัญญาณในตลาดแรงงานเริ่มส่งสัญญาณน่ากังวล และในขณะเดียวกัน มุมของเทคโนโลยีและ AI ก็กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขัน และดันผลิตภาพให้สูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ทีมวิจัย BNY มองว่าถ้าเอาทุกด้านของเศรษฐกิจมารวมกัน ภาพปี 2569 ยังเอนเอียงไปทางการกลับมาเร่งตัวของการเติบโตได้อยู่ โดยมีทั้งนโยบายการคลัง นโยบายการเงิน การใช้จ่ายของผู้บริโภค และตลาดแรงงานที่เริ่มสมดุลขึ้น เข้ามาช่วยประคองได้อยู่
สำหรับสหรัฐฯ คาดว่า GDP ปี 2568 นี้ จะปิดที่ประมาณ 1.6% และสามารถทรงตัวขึ้นไปแถว 1.9% ในปีหน้า แม้จะยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย แต่ถือว่ายืนระยะได้ดีท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามการค้า แรงงานตึงตัว และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนแรงหนุนสำคัญมาจากการลดดอกเบี้ยของเฟด การใช้จ่ายภาครัฐ กฎหมายภาษีใหม่ รวมถึงตลาดที่อยู่อาศัยและการรีไฟแนนซ์ที่เริ่มกลับมาคึกคัก เมื่อดอกเบี้ยจำนองค่อย ๆ ลดลง
ฟากฝั่งยูโรโซน ภาพปีหน้าคือ ฟื้นตัวได้ แต่ไม่แรง คาดว่าโตแบบค่อยเป็นค่อยไป นำโดยการใช้จ่ายภาครัฐและการบริโภคที่ดีขึ้นตามรายได้จริงที่เพิ่มขึ้น ส่วนเงินเฟ้อกำลังค่อย ๆ เคลื่อนเข้าใกล้เป้า 2% ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) เปิดโอกาสให้ใช้นโยบายการเงินแบบประคอง ไม่ต้องขึ้นดอกเบี้ยแบบแรง ๆ เหมือนในอดีต แม้ยังมีความเสี่ยงจากการเมืองและภาคก่อสร้างบางส่วนก็ตาม
ส่วนจีน มองว่าปีนี้ได้แรงหนุนจาก AI และการกระจายตลาดส่งออก แต่พอเข้าปีหน้า แรงส่งจากปัจจัยเหล่านี้เริ่มหายไป ขณะที่ประเด็นเงินฝืดและปัญหาอสังหาริมทรัพย์ยังเป็นตัวถ่วง อย่างไรก็ตาม จีนยังมีช่องว่างด้านการคลังให้กระตุ้นเพิ่มได้ ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและซัพพอร์ตท้องถิ่น โดยมีธนาคารกลางจีน (PBOC) ช่วยกดต้นทุนเงินกู้เพื่อลดความเปราะบางของระบบ เช่น ลดความเสี่ยงในภาคอสังหาริมทรัพย์
คำถามที่ 2 คือ ธนาคารกลางจะมีทิศทางอย่างไรต่อไป
ทีมวิจัย BNY มองว่าท่าทีของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะเฟด ถือเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางของตลาดการเงินในปีหน้า อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากที่วงจรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้สิ้นสุดลง คำถามสำคัญในปัจจุบันคือ ธนาคารกลางจะผ่อนคลายนโยบายไปในอัตราเร็วเท่าใด และการปรับเปลี่ยนนโยบายดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรบ้าง
ทีมวิจัยจาก BNY มองแนวโน้มของเฟด ดังนี้
- คณะกรรมการตลาดกลาง (FOMC) ได้เริ่มวงจรการลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง และได้ประกาศยุติมาตรการกระชับปริมาณสภาพคล่อง (QT) ในเดือนธันวาคมนี้
- เฟดคาดว่าจะยังคงให้ความสำคัญกับประเด็นการจ้างงานมากขึ้นในปีหน้า เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงในนโยบายการเข้าเมือง และการเปลี่ยนแปลงในการเผยแพร่ข้อมูลจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล
- เนื่องจากคาดว่าเงินเฟ้อจะลดลงและอยู่สูงกว่าเป้าหมายเพียงเล็กน้อย เฟดจึงเริ่มให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการจ้างงานและการเติบโตมากขึ้น แทนที่จะให้ความสำคัญสูงสุดกับการควบคุมเงินเฟ้อเหมือนช่วงปี 2022 - 2024 ที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงเกินไปจนต้องรีบจัดการ
- เฟดจะเน้นการสนับสนุนการจ้างงานและการเติบโต โดยจะดำเนินไปสู่ท่าทีที่เป็นกลางซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3% ในระยะยาว
- คาดว่าเฟดจะมีแนวโน้ไปสู่การผ่อนคลายนโยบายการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น
- คาดว่าเฟดจะยังคงลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีหน้า จนกว่าเศรษฐกิจและตลาดการเงินจะส่งสัญญาณให้หยุด โดยจะนำขอบเขตล่างของช่วงอัตราดอกเบี้ยไปอยู่ที่ 2.5% ภายในปี 2570
สำหรับนัยยะต่อตลาดโลก ทีมวิจัยจาก BNY มองว่า
- สำหรับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐนั้น เฟดมีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายที่สนับสนุนการเติบโตตามเป้าหมายของรัฐบาล ซึ่งทำให้ท่าทีของเฟดผ่อนคลายกว่าธนาคารกลางอื่น ๆ ในประเทศพัฒนาแล้ว และการผ่อนคลายนี้เองที่จะสร้างแรงกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอีกครั้ง
- ธนาคารกลางยุโรป อาจผ่อนคลายนโยบายลงเล็กน้อย เนื่องจากมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ซบเซาในยุโรป อย่างไรก็ตาม การผ่อนคลายดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะจำกัด เนื่องจากคาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นทางการคลังสุทธิที่เกี่ยวข้องกับความมุ่งมั่นของยุโรปในการเสริมสร้างภาคการป้องกันประเทศ
- ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) น่าจะขึ้นดอกเบี้ย เพื่อทำให้นโยบายการเงินเข้มงวดขึ้น เนื่องจากความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนผ่านของรัฐบาล ทำให้ BOJ ต้องปรับนโยบายเพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ
- สินทรัพย์ทางเลือกยังเป็นแหล่งพักเงินที่ปลอดภัย (safe-haven)
คำถามที่ 3: เส้นทางอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันกำลังกำหนดทิศทางของตราสารหนี้อย่างไร
หลังจากการดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกันมาหลายปีในหลายประเทศทั่วโลก จากนี้ไปนโยบายการเงินและการคลังทั่วโลกกำลังเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่แตกต่างกัน ทำให้ส่วนต่างของอัตราผลตอบแทน หรือส่วนต่างอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ภาคเอกชน (credit spreads) มีความกระจัดกระจายมากขึ้น เช่น
สหรัฐอเมริกา
- การปรับลดดอกเบี้ยของเฟด จะหนุนให้ราคาพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น มีโอกาสปรับตัวขึ้น เป็นโอกาสในการทำกำไร แต่ต้องระวังพันธบัตรระยะยาว เพราะยังมีความเสี่ยงจากภาระหนี้ขาดดุลมหาศาลของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยังคงกดดันผลตอบแทนในระยะยาว
ตลาดประเทศเกิดใหม่
- มีความโดดเด่นขึ้นมา เพราะการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางประเทศเกิดใหม่หลายแห่ง (ในละตินอเมริกาและเอเชียกำลังอยู่ในกระบวนการลดอัตราดอกเบี้ย) และความคาดหวังว่าดอลลาร์จะอ่อนค่า เป็นปัจจัยบวกต่อตราสารหนี้ประเทศตลาดเกิดใหม่สกุลเงินท้องถิ่นที่ไม่มีการป้องกันความเสี่ยง
คำถามที่ 4: ปี 2569 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หรือไม่
นี่เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาว่าปีหน้าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หรือไม่ คำตอบจากทีมวิจัย BNY คือ ใช่ พร้อมคาดการณ์ว่าแรงขายดอลลาร์สหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้าต่อไปในปีหน้า แล้วทำไมดอลลาร์ถึงอ่อนแอ? หลัก ๆ มาจาก 3 ปัจจัยที่กดดันความเชื่อมั่นในดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
- หนี้มหาศาล หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ พุ่งสูงถึงกว่า 125% ของ GDP หนี้เยอะขนาดนี้ ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มลดความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของดอลลาร์
- เฟดลดดอกเบี้ย การที่เฟดเดินหน้าลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลตอบแทนจากการถือสินทรัพย์ดอลลาร์สหรัฐฯ ไม่ดึงดูดใจเท่าเดิม เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น
- ยังแพงเกินไป แม้ดอลลาร์จะอ่อนค่าลงมาบ้างแล้ว แต่เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักทั่วโลก ทีมวิจัย BNY ยังมองว่าดอลลาร์ยังมีมูลค่าสูงเกินไป (Overvalued)
คำถามที่ 5: การประเมินมูลค่า (Valuations) หุ้นสหรัฐฯ สูงเกินไปหรือไม่
มาดูตลาดหุ้นกันบ้าง ดัชนี S&P 500 ทำจุดสูงสุดใหม่ ทำให้นักลงทุนกังวลว่าการประเมินมูลค่าหุ้นสหรัฐฯ สูงเกินไปหรือไม่ โดย
- อัตราส่วน P/E ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 22 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 17 เท่า
- แต่ทีมวิจัย BNY มองว่ามูลค่าที่สูงนี้มีเหตุผลรองรับ ทั้งจากความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่ง และน้ำหนักของกลุ่มเทคโนโลยี ที่เพิ่มขึ้นเป็น 36% ในดัชนี S&P 500
- โมเมนตัมผลประกอบการกำลังขยายวงกว้างออกไปนอกกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ โดยคาดว่าผลประกอบการ S&P 500 จะเติบโตกว่า 13% ในปีหน้า
คำถามที่ 6: ใครคือผู้ชนะในระยะยาวของ AI
ปิดท้ายด้วยธีมร้อนแรงแห่งทศวรรษ นั่นคือ ใครจะเป็นผู้ชนะในระยะยาวของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทีมวิจัย BNY มองว่า
- ผู้ชนะที่แท้จริงไม่ใช่แค่ผู้ที่ใช้ AI ได้เร็วที่สุด แต่คือบริษัทที่มีอำนาจทางการตลาด ในการรักษาผลกำไรจากผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นไว้ได้
- ส่วนบริษัทนอกกลุ่มเทคโนโลยี ทีมวิจัย BNY ชี้ว่าผู้ชนะคือ บริษัทที่สามารถช่วงชิงความได้เปรียบในการแข่งขันที่สนับสนุนโดย AI เช่น โครงสร้างพื้นฐาน, พลังงาน และโลหะมีค่า ที่จะได้ประโยชน์จากกระแสเงินทุนภาครัฐร่วมกับการเพิ่มขึ้นของ AI
ทิ้งท้ายกันด้วยคำสำคัญ นั่นคือ 2569 คือปีแห่งโลกหลายมิติ นักลงทุนจะไม่สามารถพึ่งพาแรงขับเคลื่อนจากตลาดเดียว หรือสินทรัพย์เดียวได้อีกต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
