เกษตรกรเชียงใหม่-ลำพูน ยื่นหนังสือจี้ประยุทธ์-ประวิตร จี้ บจธ. เร่งเดินหน้านำร่อง ธนาคารที่ดิน 5 พื้นที่

เกษตรกรเชียงใหม่-ลำพูน ยื่นหนังสือจี้ประยุทธ์-ประวิตร จี้ บจธ. เร่งเดินหน้านำร่อง ธนาคารที่ดิน 5 พื้นที่
ข่าวสด
28 กันยายน 2564 ( 13:59 )
3
เกษตรกรเชียงใหม่-ลำพูน ยื่นหนังสือจี้ประยุทธ์-ประวิตร จี้ บจธ. เร่งเดินหน้านำร่อง ธนาคารที่ดิน 5 พื้นที่

เกษตรกรเชียงใหม่-ลำพูน ยื่นหนังสือจี้ประยุทธ์-ประวิตร จี้ บจธ. เร่งเดินหน้านำร่อง ธนาคารที่ดิน 5 พื้นที่ หลัง 6 ปีไม่คืบ ขีดเส้นตาย 30 วัน

 

 

วันที่ 28 ก.ย.64 ขบวนการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน จังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน ในนามสมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) และ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move) จำนวนประมาณ 200 คน เข้ายื่นหนังสือ ณ ศูนย์ราชการจังหวัดลำพูน ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนไปยังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. ให้เดินหน้าดำเนินการพื้นที่นำร่องธนาคารที่ดิน 5 พื้นที่ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2554 และให้ บจธ. มี นวัตกรรมใหม่ในการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมภายหลังการจัดตั้งเมื่อปี 2558

 

 

 

หนังสือระบุว่า การดำเนินการของ บจธ. ในระยะแรกได้ดำเนินการเพื่อจัดซื้อที่ดินให้กับเกษตรกรภายใต้โครงการนำร่องธนาคารที่ดิน 5 ชุมชนที่มีข้อพิพาท แต่เนื่องจากช่วงเดือน ม.ค. 2559 นั้นได้เกิดปัญหาเนื่องจาก บจธ. พยายามนำพื้นที่นำร่องเข้าสู่กระบวนการเช่าซื้อ และได้สรุปผ่านเวทีประชุมสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการดำเนินโครงการนำร่องธนาคารที่ดินในพื้นที่นำร่อง 5 ชุมชน อ้างว่าชุมชนได้ยกเลิกแนวทางตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 22 ก.พ. 2554

 

 

ซึ่งเป็นแนวทางหลักสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรที่จะทำให้พื้นที่นำร่องสามารถเข้าสู่กระบวนการเช่าซื้อได้ จนเกิดการตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาโครงการนำร่องธนาคารที่ดิน ในพื้นที่นำร่อง 5 ชุมชนขึ้น เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน ได้ข้อสรุปให้หาแนวทางในการสร้างนวัตกรรมในการจัดการที่ดินให้กับพื้นที่นำร่องธนาคารที่ดิน

 

 

 

“นวัตกรรมการกระจายการถือครองที่ดินดังกล่าวเป็นรูปแบบกรรมสิทธิ์ร่วมระหว่างรัฐและองค์กรชุมชน เพื่อลดภาระการเช่าซื้อให้กับเกษตรกรและพัฒนาสร้างวัตกรรมการจัดการที่ดินที่ยั่งยืน ปัจจุบันการแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่มีความคืบหน้าตามแนวทางที่ได้เสนอ เสมือนไม่ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาต่อเกษตรกร

 

 

ทั้งการยกเลิกมติ คณะรัฐมนตรี 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2554 และผลักดันแนวทางโครงการนำร่องในการถือครองกรรมสิทธิ์ร่วมหรือโฉนดชุมชน ยังไม่มีความคืบหน้า กลับเป็นการเตะถ่วงปัญหาไม่มีอนาคต ทำลายความหวังการปฏิรูปที่ดินให้แก่ชุมชนในพื้นที่โครงการนำร่อง” หนังสือระบุ

 

 

นายดิเรก กองเงิน เกษตรกรจากพื้นที่นำร่องธนาคารที่ดินบ้านโป่ง อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า เดิมเมื่อปี 2554 มีการเคลื่อนไหวของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย หรือ คปท. เพื่อเรียกร้องแนวทางการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม ได้แก่ ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า ธนาคารที่ดิน โฉนดชุมชน และกองทุนยุติธรรม

 

 

โดยหวังใช้กลไกการเก็บภาษีเพื่อให้นายทุนผู้ถือครองที่ดินมากต้องกระจายที่ดินออกมาให้ธนาคารที่ดินซื้อ แล้วนำมาจัดสรรให้เกษตรกรรายย่อยใช้ประโยชน์ในรูปแบบกรรมสิทธิ์ร่วมแบบโฉนดชุมชน เกิดเป็นมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 ก.พ. 2554 และเกิดเป็น บจธ. เมื่อปี 2558 แต่ปัจจุบันกลับไม่ตอบสนองเจตนารมณ์เดิมของประชาชน

“บจธ. ซื้อที่ดินจากนายทุน แล้วกลับกลายมาให้ชาวบ้านซื้อต่อในราคาที่ไม่ยุติธรรม มีกรอบกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับมากมายที่ไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ กำหนดระยะเวลาการผ่อนคืน เป็นปัญหาภาระหนักของชาวบ้านที่จะสืบทอดที่ดินไปถึงลูกหลานที่จะไม่สามารถผ่อนเงินคืนได้แน่ๆ เพราะราคาสูงมาก ราคาที่ดินตามมติ ครม. 22 ก.พ. 2554 เดิมเป็นการประเมินจากกรมธนารักษ์ แต่ปัจจุบันเป็นการเสนอขายตามราคาตลาด เกิดเป็นปัญหาภาระหนี้สินที่สูงเกินความจำเป็น ทั้งที่เราเป็นผู้ใช้ที่ดิน รักษาที่ดินอย่างยั่งยืนแบบมีส่วนร่วมของคนในชุมชน” ดิเรกกล่าว

ดิเรก ยกตัวอย่างกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นที่บ้านโป่ง อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ที่ชุมชนเคยเข้าปฏิรูปที่ดินเมื่อปี 2545 หลังวิกฤตการณ์ฟองสบู่แตกปี 2540 ซึ่งมีนายทุนกว้านซื้อที่ดินภายใต้โครงการบ้านสวนอ้อมดอย แล้วไม่สามารถดำเนินการกระบวนการได้ ทำให้กลายเป็นที่ดินทิ้งร้างไม่ทำประโยชน์

หากเป็นไปตามระเบียบของ บจธ. ชุมชนต้องซื้อที่ดินในราคาไร่ละ 3.5 แสนบาท ในเนื้อที่ 313 ไร่ ทำให้ชาวบ้านต้องเป็นหนี้สินครัวเรือนละ 1.3 ล้านบาทโดยไม่มีงบประมาณอุดหนุน ต่างจากเกณฑ์ของกรมธนารักษ์ตามมติ ครม. 22 ก.พ. 2554 ที่แต่ละครัวเรือนจะรับภาระหนี้สินไม่เกิน 2.3 แสนบาท

“นวัตกรรมที่ชาวบ้านเสนอคือ ครึ่งราคา คือขอลดหย่อนผ่อนหนี้สินที่เกินภาระ สองคือเรื่องของการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างยั่งยืน รัฐลดราคาค่าที่ให้ครึ่งหนึ่งนั้นมีอำนาจจะป้องกันไม่ให้ที่ดินถูกขายทอดตลาด เป็นการรอนสิทธิในที่ดินโดยให้เป็นการถือกรรมสิทธิ์ร่วมระหว่างรัฐกับชุมชน เป็นนวัตกรรมที่จะใช้ที่ดินอย่างยั่งยืนและเกิดความเป็นธรรมกับประชาชนคนจน นี่คือนวัตกรรมที่เราเสนอแต่ บจธ. ไม่ตอบสนอง” เกษตรกรเชียงใหม่ย้ำ

ดังเพื่อให้การแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ขอเรียกร้องให้ บจธ.ดำเนินการตามข้อเสนอข้างต้นโดยเร่งด่วน และเราติดตามการดำเนินการของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน อย่างใกล้ชิด และขอทราบคำตอบที่ชัดเจน ถ้ายังไม่มีแนวทางและคำตอบอย่างชัดเจน ภายใน 30 วัน เราในนามขบวนการปฏิรูปที่ดิน จะยกระดับการเคลื่อนไหวผลักดันเพื่อให้เกิดการปฏิรูปที่ดินตามโครงการนำร่องอธนาคารที่ดิน 5 พื้นที่ไปยังส่วนกลางที่เกี่ยวข้องเพื่อรับฟังคำตอบด้วยตนเอง

วิศรุต ศรีจันทร์ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move) เห็นว่า ปัญหาของ บจธ. คือแนวคิดในการจัดการที่ดินที่ยังมองที่ดินเป็นสินค้า ไม่มีนวัตกรรมการจัดการที่ดินใหม่ ไม่มีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการเข้าไปกำหนดเป้าหมายและทิศทางในการขับเคลื่อนการกระจายการถือครองที่ดิน ซึ่งไม่ต่างอะไรจากสถาบันการเงินอื่นๆ เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่ง บจธ. ต้องทบทวนยุทธศาสตร์การทำงานหลังจากนี้

“บจธ. ยังมองที่ดินเป็นสินค้า ซื้อมา 100 ต้องจ่าย 100 และต้องเอากำไร ต้องคุ้มทุน ต้องให้ชาวบ้านผ่อน แล้วมันต่างอะไรกับสถาบันการเงินอื่นๆ ถ้า บจธ. ไม่สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ในการจัดการที่ดินได้ ก็ไม่สามารถตอบเจตนารมณ์ งั้นก็ไม่ควรจะมี บจธ. อีกต่อไป ให้โอนย้ายไปที่สถาบันอื่นๆ ที่มีศักยภาพในการดำเนินการได้ หรืออาจนำไปสู่การผลักดันให้เกิดการจัดตั้งองค์กรอื่นได้ บจธ. ต้องรีบทบทวนและปรับยุทธศาสตร์การทำงานโดยด่วน” วิศรุตย้ำ

ในช่วงท้ายของกิจกรรม นายวรยุทธ เนาวรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน ได้รับเรื่องร้องเรียนไว้ และยืนยันว่าจะนำเรียนข้อมูลประเด็นต่างๆ ไปให้ผู้บริหารในระดับนโยบายได้รับทราบและดำเนินการต่อไป สิ่งใดที่จังหวัดลำพูนสามารถร่วมทำงานในรูปแบบของคณะกรรมการกับภาคประชาชนได้ ตนก็จะดำเนินการอย่างเต็มที่ ด้านขบวนการฯ ขีดเส้นตาย 30 วัน หากยังไม่มีความคืบหน้าพร้อมเคลื่อนไหวในกรุงเทพมหานครต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง