รีเซต

วีไอสบโอกาสธง 200 จุด  สูตรดักหุ้นแถว2 พี/อีต่ำ

วีไอสบโอกาสธง 200 จุด  สูตรดักหุ้นแถว2 พี/อีต่ำ
ทันหุ้น
12 กุมภาพันธ์ 2569 ( 02:45 )
2

นายทิวา ชินธาดาพงศ์ หรือ เซียนมี่ นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (VI) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า หลังจากผลการเลือกตั้งได้มีมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยดีขึ้นอย่างมาก ซึ่งการที่หุ้นไทยไม่ได้ปรับตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพราะการขาดแคลนหุ้นกลุ่ม AI เพียงอย่างเดียว เพราะตลาดในยุโรปหลายแห่งที่ไม่มีหุ้น AI ก็สามารถเติบโตได้ถึง 50% ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา โดยไทยเผชิญกับปัญหาพรรคอันดับ 1 ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการเบิกจ่ายงบประมาณ

แต่ปัจจุบันเมื่อมีความชัดเจนทางการเมือง ทำให้ความเสี่ยงเรื่องนี้หมดไป จึงคาดว่างบประมาณจะสามารถผ่านและเบิกจ่ายได้ตามกำหนดในช่วง 4 ปีหลังจากนี้ ซึ่งความมีเสถียรภาพของรัฐบาลส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ทำให้เริ่มมีการกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยมากขึ้น

@ประเมิน EPS ที่ 95 บ.

ทั้งนี้ได้ประเมินกำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 2569 อยู่ที่ 95 บาทต่อหุ้น ใกล้เคียงกับปี 2565 ตลาดหุ้นไทยเคยมี EPS อยู่ที่ 95 บาทต่อหุ้น และดัชนีปิดที่ 1,668 จุด แต่ปัจจุบันดัชนีอยู่ระดับ 1,400 จุดต้นๆ ทำให้เห็นส่วนต่าง (Gap) กว่า 200 จุด ที่สามารถปรับตัวขึ้นไปได้หากรัฐบาลมีเสถียรภาพและสร้างผลกระทบเชิงบวกได้

โดยต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากเม็ดเงินต่างชาติ เนื่องจากเศรษฐกิจภายในประเทศมีข้อจำกัดเรื่องหนี้ครัวเรือนสูงและเงินทุนไม่เพียงพอ การขับเคลื่อนในระยะสั้นจึงต้องพึ่งพาเงินจากนอกประเทศเป็นหลัก เช่น FDI หรือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ, นักท่องเที่ยว, และกลุ่ม Wellness หรือการรักษาพยาบาล

ซึ่งยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปีที่ผ่านมาทำสถิติสูงสุดใหม่ (All-Time High) ที่ 1.8 ล้านล้านบาท โดยเห็นการเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงปลายปี ถ้าหาก GDP สามารถเติบโตได้เกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ เช่น จากระดับ 1.5-1.7% เป็น 2.5% จะทำให้ EPS ของตลาดมีโอกาสเพิ่มขึ้นอีก และ EPS ที่ระดับ 95 บาทต่อหุ้น ถือว่าเป็นฐานแล้ว

@กลยุทธ์เลือกหุ้น

ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนหลังจากได้รัฐบาลชุดใหม่ ในช่วงแรกเม็ดเงินต่างชาติมักจะเข้าหุ้นขนาดใหญ่ก่อน แต่นักลงทุน VI จะดักรอในหุ้นแถว 2 หรือแถว 3 (หุ้นขนาดกลางและเล็ก) ที่ยังมีค่า P/E ต่ำ และมีการจ่ายเงินปันผลสูง ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มไอทีและคลาวด์ (IT & Cloud) เน้นบริษัทที่ค้าส่งสินค้าไอทีหรือวางระบบให้กับภาครัฐ ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากการเบิกจ่ายงบประมาณจะไม่หยุดชะงักในอีก 4-5 ปีข้างหน้า

กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล : เช่น Data Center, ระบบ Virtual Banking ซึ่งเป็นเทรนด์โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยมองเป็นโอกาสการลงทุนในกลุ่มเหล่านี้ได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว 3-5 ปี เนื่องจากราคาหุ้นในกลุ่มเหล่านี้ปรับตัวลดลงมาค่อนข้างมากแล้ว

@แนะพอร์ตลงทุน

ด้าน ดร.นิเวศน์  เหมวชิรวรากร นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (VI) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่ความเชื่อมั่นเริ่มกลับมา เพราะคนคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่จะเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ แต่ยังคงใช้กลยุทธ์ "Wait and See" คืออยู่เฉยๆ เพื่อติดตามหน้าตาของคณะรัฐมนตรีและนโยบายต่างๆ ว่าจะช่วยเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่

หากดูแล้วไม่สามารถแก้ปัญหาได้ อาจพิจารณาขายหุ้นบางส่วนออกในช่วงที่หุ้นไทยยังเป็นขาขึ้นระยะสั้น เพราะเศรษฐกิจไทยซบเซามานานและยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน ซึ่งโอกาสที่หุ้นไทยจะเติบโตแบบก้าวกระโดดเป็นเรื่องยาก โดยแบ่งพอร์ตการลงทุนออกเป็น 3 พอร์ตหลัก ในสัดส่วนที่เท่ากัน ได้แก่

1.พอร์ตหุ้นไทยรอจังหวะขายหุ้นออกเพื่อปรับพอร์ตการลงทุนเหลือประมาณ 33% จากปัจจุบันที่มีราว 50% โดยจะเน้นหุ้นที่มี ความมั่นคง แข็งแกร่ง เป็นหุ้นยักษ์ใหญ่ที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม, ต้องเป็นธุรกิจที่คนจำเป็นต้องกินต้อง เช่น อุปโภคบริโภคพื้นฐาน หรือโครงสร้างพื้นฐานอย่างโทรศัพท์มือถือที่คนต้องใช้แม้เศรษฐกิจไม่ดี โดยให้ความสำคัญกับเงินปันผลที่ดีมากกว่าการเติบโต

2.พอร์ตหุ้นเวียดนาม ปัจจุบันมีสัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ประมาณ 30% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจแล้ว และจะเน้นหุ้นกลุ่ม "Super Stock" ที่มีการเติบโตสูงและแข็งแกร่ง โดยไม่เน้นเรื่องเงินปันผล

3.พอร์ตหุ้นโลก จะเน้นลงทุนหุ้นยักษ์ใหญ่ระดับโลก เช่น หุ้นกลุ่มไฮเทคในสหรัฐ ยุโรป หรือจีน โดยอาจพิจารณาการลงทุนผ่านกองทุนรวม เช่น ดัชนี S&P 500 หรือกองทุนกลุ่มไฮเทค เพราะการเลือกหุ้นรายตัวในระดับโลกทำได้ยากและต้องใช้ความรู้สูง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง