SCGPดีมานด์ตปท.ฟื้น ลุ้นรายได้เกิน1.3แสนล.

#SCGP #ทันหุ้น - SCGP คาด Q2/2569 ฟอร์มแจ่ม อานิสงส์ดีมานด์เวียดนาม-อินโดนีเซียโต แถมรับอานิสงส์เงินบาทอ่อนค่าหนุน ลุ้นรายได้ทะลุเป้าที่ตั้งไว้ 1.3 แสนล้านบาท ด้านโบรกเกอร์ อัพเป้าราคาปีนี้เป็น 25.00 บาท ฟันธงปีนี้กำไรโตทะลุ 30%
นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า บริษัทคาดแนวโน้มรายได้ในไตรมาส 2/2569 น่าจะปรับตัวดีขึ้นกว่าช่วงไตรมาส 1/2569 เพราะตลาดเวียดนาม-อินโดนีเซียฟื้นตัว หลังผ่านพ้นช่วงหยุดยาวของประเทศเหล่านี้ ส่งผลให้ความต้องการ (ดีมานด์) เติบโตอย่างชัดเจน
@ปีนี้รายได้ทะลุเป้า
อย่างไรก็ดี ในปี 2569 ทาง SCGP ประเมินว่ารายได้ในปีนี้มีโอกาสเกินเป้าหมาย 1.3 แสนล้านบาท เนื่องจากราคาขายเริ่มปรับตัวขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบ และค่าขนส่ง ขณะที่ธุรกิจในอินโดนีเซียเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวดีกว่าแผนที่วางไว้ด้วย
นอกจากนี้บริษัทมีแนวทางปรับกลยุทธ์ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) โดย SCGP กำลังเดินหน้าTransformation ครั้งสำคัญ ซึ่งเปลี่ยนจากโมเดลเดิมที่เป็นผู้ผลิตสินค้า (Product Centric) มาเป็นองค์กรที่ยึดลูกค้าเป็นส่วนกลาง (Customer Centric) มุ่งเน้นการนำเสนอโซลูชันใหม่ๆ และการทำ Product Location โดยย้ายฐานผลิตไปอยู่ใกล้ลูกค้าเพื่อลดค่าขนส่ง
ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Security) เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าจะมีสินค้าใช้ต่อเนื่อง โดยมีการกระจายแหล่งวัตถุดิบทั้งในประเทศ 60% และนำเข้า 40% เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอีกทางหนึ่ง
@ค่าเงินบาทอ่อนหนุน
ส่วนทิศทางค่าเงินบาทที่เริ่มมีสัญญาณอ่อนค่าต่อเนื่อง จนมาอยู่ที่ราว 32.36 บาทต่อดอลลาร์ (ราคาเปิดวานนี้) บริษัทมองว่าถือเป็นประเด็นบวกต่อธุรกิจ เพราะจะช่วยสนับสนุนให้รายได้จากต่างประเทศขยายตัวมากขึ้น อีกทั้งยังช่วงที่ผ่านมาทาง SGCP ได้มีการทำตัวเลขประมาณการเกี่ยวค่าเงินว่าทุกๆ 1.00 บาทที่อ่อนค่าจะส่งผลบวกต่อกำไรประมาณ 50-100 ล้านบาท (ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 นั้นมีรายได้จากลูกค้าต่างประเทศมากกว่า 50%)
ขณะที่แผนงาน ESG นั้นทาง SCGP ตั้งเป้าหมายมุ่งสู่ Nature Positive ภายในปี 2030 หรือปี 2573 และเป็นกลุ่มแรกๆ ที่เริ่มทำรายงานตามกรอบ TNFD (Taskforce on Nature-related Financial Disclosures) เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบด้านภัยธรรมชาติที่มีต่อการเงิน นอกจากนี้ยังนำเทคโนโลยีดาวเทียมและ AI มาใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่ปลูกต้นยูคาลิปตัส เพื่อวิเคราะห์การเจริญเติบโตและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ที่เป็นต้นน้ำ พร้อมเดินหน้าเพิ่มจำนวนรถบรรทุก EV จาก 25 คัน เป็น 100 คัน ภายในสิ้นปีนี้ เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงอีกทางหนึ่ง หวังสร้างการเติบโตอย่างยืนในอนาคตต่อไป
@อัพราคาเป้าหมาย
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ฝ่ายวิเคราะห์ให้คำแนะนำ ซื้อ SCGP โดยปรับราคาเป้าหมายใหม่เป็น 25.00 บาท จากเดิม 23.00 บาท หลังบริษัทรายงานกำไรไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 1.56 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 74% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งมากกว่าคาด 30% ผลจากอัตรากำไรที่ปรับตัวดีขึ้นตามต้นทุนเศษกระดาษที่ลดลง รวมถึงผลประกอบการของบริษัทลูกในอินโดนีเซีย (Fajar) ที่ฟื้นตัว
ดังนั้น จากปัจจัยดังกล่าว ประกอบกับโมเมนตัมกำไรระยะถัดไปดีขึ้นต่อเนื่อง จากราคาขายในอินโดนีเซียที่ปรับขึ้นได้ตามสมดุล Demand–Supply การเพิ่ม Integration Level ของ Fajar จาก 18% เป็น 26% หลังเข้าซื้อบริษัท MYPAX ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาการส่งออกสินค้าไปจีน จึงได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2569 ขึ้นอีก 11% มาอยู่ที่ราว 5.38 พันล้านบาท เติบโตสูงถึง 32% จากปีก่อน จึงมองเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนหุ้น SCGP ต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
