ABeam แนะองค์กรไทย เร่งมือทำ Workstyle Transformation รับการทำงานวิถีใหม่

ABeam แนะองค์กรไทย เร่งมือทำ Workstyle Transformation รับการทำงานวิถีใหม่
มติชน
21 ธันวาคม 2563 ( 15:21 )
28
ABeam แนะองค์กรไทย เร่งมือทำ Workstyle Transformation รับการทำงานวิถีใหม่

เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) ถอดประสบการณ์เปิดแนวทางการทรานส์ฟอร์มรูปแบบการทำงาน สู่การทำงานแบบ Remote working รับวิถีการทำงานแนวใหม่หลังเผชิญวิกฤตโควิด-19 พร้อมเปิด 4 ระดับการทำ Workstyle Transformation

 

นายอิชิโร ฮาระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทที่ปรึกษาระดับโลก ซึ่งเป็นผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญด้านการปรับเปลี่ยนองค์กรธุรกิจในรูปแบบดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่น ในเครือบริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง จำกัด ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ผลกระทบจากโควิด-19 ได้เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ มากมายในด้านประสิทธิภาพการทำงานและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน จากรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป มีการทำงานในรูปแบบ Remote working มากขึ้น มีวิธีใหม่ในการสื่อสารและมีเครื่องมือการทำงานที่ช่วยปรับปรุงกระบวนการทำงาน

 

“ทรานส์ฟอร์มรูปแบบการทำงาน หรือ Workstyle Transformation เน้นปรับกระบวนการและวิธีการทำงานให้ตอบโจทย์เป้าหมายองค์กร การให้บริการลูกค้า และความพึงพอใจของพนักงาน ซึ่งทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สูงขึ้น หลายองค์กรประสบปัญหาเนื่องจากนโยบายและแนวทางปฏิบัติ ที่ไม่ชัดเจน พนักงานขาดทักษะความรู้ความเข้าใจ และกระบวนการทำงานที่ไม่มีความพร้อมสอดรับกับยุควิถีใหม่ ทั้งนี้ ABeam พบว่ามีองค์กรส่วนมากทรานส์ฟอร์มรูปแบบการทำงานเพียงระดับแรกด้วยการทำระบบ IT และ Applications ที่สนับสนุนการทำงานในรูปแบบใหม่ดังกล่าวและยังคงประสบปัญหาในการทรานส์ฟอร์มรูปแบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากนโยบายและแนวทางปฏิบัติไม่ชัดเจน พนักงานขาดทักษะความรู้และความเข้าใจ รวมทั้งกระบวนการทำงานที่ไม่มีความพร้อมในยุควิถีใหม่” นายฮาระกล่าว

 

จากประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับองค์กรในการทรานส์ฟอร์มรูปแบบการทำงาน Abeam แบ่งระดับการทรานส์ฟอร์มรูปแบบการทำงานเป็น 4 ระดับ คือ ระดับที่ 1 เป็นการติดตั้ง IT และแอพพลิเคชั่น เพื่อให้พนักงานสามารถทำงานในรูปแบบใหม่ได้ แต่พนักงานยังไม่คุ้นเคยกับรูปแบบดังกล่าว ระดับที่ 2 คือพนักงานสามารถใช้เครื่องมือ IT ที่องค์กรติดตั้งให้ได้ แต่ยังคงทำงานไม่ได้ประสิทธิผลในระดับที่ตั้งไว้ ระดับที่ 3 เป็นระดับที่องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจได้ด้วยประสิทธิผลที่เพิ่มมากขึ้น ด้วยรูปแบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงมีการใช้กระบวนการดิจิทัลและการปรับเปลี่ยนการทำงานด้วยการลดกระบวนการที่ไม่จำเป็น (Lean and Digitalized process) และระดับที่ 4 ซึ่งเป็นระดับการทรานส์ฟอร์มรูปแบบการทำงานที่ดีที่สุด คือการที่องค์กรมีการปรับรูปแบบธุรกิจ (Business model reform)

 

เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ด้วยการเชื่อมต่อทั้งลูกค้าและพันธมิตรเข้าด้วยกัน

 

“ABeam แนะนำให้ธุรกิจเร่งทรานส์ฟอร์มรูปแบบการทำงานในยุควิถีใหม่ที่มีการทำงานแบบ Remote working มากขึ้น โดยอย่างน้อยคือให้ได้ระดับที่ 3 เพื่อการทรานส์ฟอร์มที่ประสบความสำเร็จในระยะยาว อันจะนำมาซึ่งประสิทธิผลในการทำงานที่เท่าหรือมากกว่าระดับเดิมก่อนการทรานส์ฟอร์ม โดยระเบียบวิธี (Methodology) ของ ABeam ในการนำไปสู่การทรานส์ฟอร์มรูปแบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพจะประกอบด้วย 4 เสาหลัก และ 6 ขั้นตอน จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา ABeam สามารถช่วยบริษัทต่างๆ ให้บรรลุระดับ 3 ของการทรานส์ฟอร์มรูปแบบการทำงานได้ภายเวลาไม่กี่เดือน” นายฮาระอธิบาย

 

โดย 4 เสาหลักในกระบวนการทรานส์ฟอร์มรูปแบบการทำงาน ประกอบด้วย การกำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติ (Policy & Guideline) เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) การเตรียมความพร้อมพนักงาน (People) และกระบวนการ (Process) โดย 6 ขั้นตอนในการทรานส์ฟอร์มรูปแบบการทำงาน ได้แก่ 1.การกำหนดนโยบายและกฎระเบียบของการทำงานแบบ Remote Working 2.การเลือกเครื่องมือและแอพพลิเคชั่น ด้านที่สนับสนุนการทำงานรูปแบบดังกล่าว 3.การมีโครงสร้างพื้นฐานและความปลอดภัยด้าน IT สำหรับการทำงานแบบ Remote working 4.การบริหารจัดการแรงจูงใจและการมีส่วนร่วมของพนักงาน 5.กระบวนการบริหารจัดการการทำงานในรูปแบบใหม่ และ 6.กระบวนการทำงานในรูปแบบดิจิทัลต่างๆ

 

“การทรานส์ฟอร์มรูปแบบการทำงานในระดับที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ในสภาพการทำงานที่มีการทำงานแบบ Remote working มากขึ้นนั้น จะต้องตอบโจทย์ธุรกิจทั้งด้านการบริการลูกค้า (Client service) ความสำเร็จขององค์กร (Firm?s success) และความพึงพอใจส่วนบุคคลของพนักงาน (Personal satisfaction) ถึงแม้ปัจจุบันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยนับว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ แต่เราแนะนำให้องค์กรเร่งทรานส์ฟอร์มรูปแบบการทำงาน เพื่อให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งนับเป็นหนึ่งในการเตรียมการณ์ภายใต้แผนการบริหารความต่อเนื่องของธุรกิจ (Business Continuity Plan” นายฮาระกล่าวทิ้งท้าย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง