"ปักกิ่ง" เลิกบังคับใส่หน้ากากป้องกัน หลังคุมโควิดอยู่ แต่ปชช.ยังใส่ต่อ เพราะรู้สึกปลอดภัย

"ปักกิ่ง" เลิกบังคับใส่หน้ากากป้องกัน หลังคุมโควิดอยู่ แต่ปชช.ยังใส่ต่อ เพราะรู้สึกปลอดภัย
มติชน
21 สิงหาคม 2563 ( 17:08 )
52
"ปักกิ่ง" เลิกบังคับใส่หน้ากากป้องกัน หลังคุมโควิดอยู่ แต่ปชช.ยังใส่ต่อ เพราะรู้สึกปลอดภัย

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ศูนย์ควบคุมโรคกรุงปักกิ่งของจีนได้ประกาศยกเลิกข้อบังคับให้ประชาชนในกรุงปักกิ่งสวมใส่หน้ากากป้องกันขณะอยู่ในที่สาธารณะแล้วและยังผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มในการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เพิ่มเติม หลังจากกรุงปักกิ่งไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่มาเป็นวันที่ 13 ติดต่อกันแล้ว ทว่าแม้จะมีการผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มดังกล่าว แต่ประชาชนส่วนใหญ่ในกรุงปักกิ่งยังคงสวมใส่หน้ากากกันอยู่เมื่อออกมานอกบ้าน

 

โดยชาวปักกิ่งบางคนบอกว่า การสวมใส่หน้ากากป้องกันทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัย ขณะที่บางคนกล่าวว่าเหตุที่ตนเองยังใส่หน้ากากเป็นเพราะความกดดันทางสังคม

“ฉันคิดว่าฉันจะถอดหน้ากากออกเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ต้องดูว่าคนอื่นจะยอมรับหรือเปล่า ฉันกลัวว่าจะมีคนตกใจหากเห็นว่าฉันไม่ใส่หน้ากาก” สาวปักกิ่ง วัย 24 ปีรายหนึ่งกล่าว

 

นับเป็นการผ่อนปรนมาตรการสวมหน้ากากป้องกันของทางการกรุงปักกิ่งเป็นครั้งที่ 2 ที่สถานการณ์โดยรวมกลับสู่ภาวะปกติแล้ว หลังจากกรุงปักกิ่งทำการล็อกดาวน์พื้นที่เมืองหลวงมาแล้วถึง 2 รอบ จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยช่วงปลายเดือนเมษายนกรุงปักกิ่งได้อนุญาตให้ประชาชนไม่ต้องสวมหน้ากากได้ แต่ทางการปักกิ่งต้องนำมาตรการนี้กลับมาใช้อีกครั้งในเดือนมิถุนายน หลังเกิดการระบาดรอบใหม่ของไวรัสโควิด-19 ที่มีต้นตอการระบาดมาจากตลาดค้าส่งอาหารแห่งหนึ่งในกรุงปักกิ่ง

 

ขณะที่ล่าสุดจีนไม่มีรายงานการติดเชื้อภายในชุมชนมาเป็นเวลา 5 วันต่อเนื่อง หลังจากจีนควบคุมการแพร่ระบาดสำเร็จทั้งในกรุงปักกิ่ง มณฑลซินเจียง และในพื้นที่อื่น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่ากุญแจสำคัญที่ทำให้จีนควบคุมการระบาดได้เป็นผลมาจากการบังคับใช้กฎระเบียบที่เข้มงวดในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งรวมถึงมาตรการสวมหน้ากากป้องกัน การกักตัวอยู่บ้าน และการตรวจหาเชื้อให้กับประชาชนจำนวนมาก

 

ข่าวแจ้งว่า ในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ จีนมีรายงานผู้ติดเชื้อโควิด-19 อีก 22 ราย แต่เป็นผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ขณะที่จีนมียอดผู้ติดเชื้อสะสมเพิ่มขึ้นรวมอยู่ที่ 84,917 ราย และ มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4,634 ราย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง