รีเซต

นักบินสหรัฐฯ ถูกฝึกเอาชีวิตรอดอย่างไร ? หลัง F-15 ถูกยิงตกในอิหร่าน

นักบินสหรัฐฯ ถูกฝึกเอาชีวิตรอดอย่างไร ? หลัง F-15 ถูกยิงตกในอิหร่าน
TNN ช่อง16
4 เมษายน 2569 ( 12:55 )
8

กองทัพสหรัฐฯ กำลังเจอโจทย์ยากในอิหร่าน เมื่อพวกเขาต้องเปิด “ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยในระหว่างการสู้รบ” หรือที่เรียกว่า Combat Search and Rescue เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดสงครามในอิหร่าน เพื่อค้นหานักบินเครื่องบินรบ F-15 ของสหรัฐฯ ที่ถูกยิงตกในอิหร่านเมื่อวานนี้ (3 เมษายน) หลังจากมีรายงานว่าสามารถช่วยได้เพิ่มอีก 1 คน (รวมเป็น 2 คน) และยังคงเหลืออีก 1 คนที่ยังสูญหายแต่คาดว่ายังคงมีชีวิตและหลบหนีอยู่ในอิหร่าน ซึ่งเหตุนี้นับเป็นเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ของภารกิจค้นหาและกู้ภัยในระหว่างการสู้รบของสหรัฐฯ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาด้วย


-ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยในระหว่างการสู้รบ คืออะไร ?

ภารกิจค้นหาและกู้ภัยในระหว่างการสู้รบ (CSAR) เป็นปฏิบัติการทางทหารที่มีเป้าหมายเพื่อค้นหา ช่วยเหลือและอพยพกำลังพล อาทิ นักบินที่ถูกยิงตกหรือทหารที่ติดอยู่ในพื้นที่อันตราย โดยแตกต่างจากการกู้ภัยทั่วไปตรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ศัตรูหรือพื้นที่สู้รบ และบางกรณีอาจต้องปฏิบัติการลึกเข้าไปในเขตของฝ่ายตรงข้าม ภารกิจลักษณะนี้ถือว่าซับซ้อนและต้องแข่งกับเวลาอย่างมาก โดยมักใช้เฮลิคอปเตอร์ร่วมกับเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศและเครื่องบินรบคอยคุ้มกัน

อดีตผู้บังคับบัญชาหน่วยกู้ภัยทางอากาศสหรัฐฯ ให้ข้อมูลกับ BBC ว่าปฏิบัติการในอิหร่านอาจต้องใช้เจ้าหน้าที่จากหน่วย Pararescue Jumpers อย่างน้อย 24 นายพร้อมด้วยเฮลิคอปเตอร์ Black Hawk โดยทีมกู้ภัยจะสามารถกระโดดร่มลงพื้นที่ได้หากจำเป็นและเมื่อถึงพื้นจะเร่งค้นหาผู้สูญหาย พร้อมให้การรักษาพยาบาลเบื้องต้น แต่ความท้าทายคือต้องหลบหลีกการตามล่าของศัตรู และเร่งนำตัวออกจากพื้นที่โดยเร็ว

อดีตผู้บังคับบัญชาหน่วยกู้ภัยทางอากาศสหรัฐฯ เผยว่าหน่วยค้นหาและกู้ภัยในระหว่างการสู้รบของสหรัฐฯ ได้รับฉายาว่า “มีดพกสวิสของกองทัพอากาศ” เพราะพวกเขาได้รับการฝึกฝนมาเพื่อภารกิจลักษณะนี้ทั่วโลก นอกจากนี้ ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมายังปรากฏภาพเฮลิคอปเตอร์ทหารสหรัฐฯ และเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกำลังปฏิบัติการเหนือเมืองคูเซสถาน ของอิหร่าน ที่สะท้อนให้เห็นว่าสำหรับสหรัฐฯ แล้วภารกิจที่กำลังเกิดขึ้นนี้มีความเร่งด่วนสูง เพราะกองกำลังฝ่ายตรงข้ามก็พยายามค้นหาตัวนักบินสหรัฐฯ เช่นกัน โดยทางการอิหร่านยังประกาศจะมอบรางวัลให้ผู้ที่สามารถจับกุมตัวนักบินสหรัฐฯ ที่หลบหนีในอิหร่านส่งให้ทางการด้วย จึงทำให้ปฏิบัติการนี้ คำว่า “โหดร้ายและอันตรายมาก”  ยังถือว่าเบาเกินไปในมุมมองของอดีตผู้บังคับบัญชาหน่วยกู้ภัยทางอากาศสหรัฐฯ คนนี้

-หน่วย CSAR สหรัฐฯ จะค้นหานักบินอย่างไร ?

โจนาธาน แฮคเกตต์  อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษของนาวิกโยธินสหรัฐฯ อธิบายว่า ทีมกู้ภัยจะพยายามหาสัญญาณของผู้รอดชีวิต โดยเริ่มจากจุดสุดท้ายที่ทราบตำแหน่งและกระจายกำลังค้นหาโดยคำนึงถึงความเร็วที่ผู้สูญหายอาจเคลื่อนที่ได้ในภูมิประเทศที่ยากลำบาก เขายังระบุว่าภารกิจลักษณะนี้อาจเป็นการกู้ภัยแบบไม่มาตรฐาน ซึ่งอาจมีการประสานกับกลุ่มท้องถิ่นล่วงหน้าเพื่อเตรียมแผนสำรองสำหรับการช่วยเหลือ

แม้ว่าภารกิจดังกล่าวจะมีประวัติอันยาวนาน แต่ในปัจจุบันกองทัพอากาศสหรัฐฯ มีบทบาทหลักในภารกิจลักษณะนี้ผ่านหน่วย  Pararescue Jumpers  ซึ่งมีคำขวัญว่า “เราทำสิ่งนี้ เพื่อให้ผู้อื่นมีชีวิตอยู่” (These Things We Do, That Others May Live)  โดยพวกเขาจะต้องผ่านการฝึกที่เข้มข้นเป็นเวลาประมาณ 2 ปี ครอบคลุมทั้งการกระโดดร่ม การดำน้ำ การเอาชีวิตรอด การหลบหนี การแพทย์ฉุกเฉิน และการปฏิบัติการทางทหาร โดยมีเจ้าหน้าที่จากหน่วย  CSAR เป็นผู้วางแผนและควบคุมภารกิจ


-นักบินที่ยังหลบหนีถูกฝึกอย่างไรให้เอาชีวิตรอดในแดนศัตรู ?

ฮูสตัน แคนท์เวลล์ อดีตทหารอากาศสหรัฐฯ ผู้มีประสบการณ์บินรบกว่า 400 ชั่วโมง ซึ่งปัจจุบันทำงานอยู่ที่ Mitchell Institute for Aerospace Studies เปิดเผยวิธี “เอาชีวิตรอด” ที่นักบินสหรัฐฯ คนนี้ได้รับการฝึกฝนมา โดย 3 สิ่งสำคัญที่เขาต้องทำคือ “หลบ ซ่อน หาแหล่งน้ำ” เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับในเขตศัตรู ขณะที่กองกำลังสหรัฐกำลังแข่งกับเวลาและกองทัพอิหร่าน เพื่อค้นหานักบิน

แคนท์เวลล์ เผยว่าเพียงเสี้ยววินาทีหลังจากเครื่องบินถูกยิง มันจะเหมือนกับว่า เมื่อสองนาทีก่อนเขายังนั่งอยู่ในเครื่องบินรบ บินด้วยความเร็ว 500 ไมล์ต่อชั่วโมง แล้วจู่ ๆ ขีปนาวุธก็ระเบิดห่างจากศีรษะแค่ประมาณ 15 ฟุต

แคนท์เวลล์ ระบุด้วยว่าการฝึกของนักบินที่เรียกว่า SERE ซึ่งย่อมาจาก Survival, Evasion, Resistance and Escape หรือ การเอาชีวิตรอด การหลบหลีก การต่อต้าน และการหลบหนี จะเริ่มทำงานทันทีแม้ก่อนที่นักบินจะร่อนลงสู่พื้นด้วยร่มชูชีพ โดยช่วงเวลาที่อยู่กลางอากาศคือโอกาสดีที่สุดในการสังเกตว่าควรไปทางไหนหรือหลีกเลี่ยงพื้นที่ใด เขาอธิบายด้วยว่าการดีดตัวออกจากเครื่องบินรบและลงสู่พื้นมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่เท้า ข้อเท้า และขา ซึ่งนั่นจะเป็นอุปสรรคต่อการหาทางหลบหนีของนักบินคนนี้

หลังลงถึงพื้น แคนท์เวลล์ กล่าวว่าสิ่งแรกที่ต้องทำคือประเมินสภาพร่างกายของตัวเองว่าอยู่ในสภาพใด ยังเคลื่อนไหวได้หรือไม่ จากนั้นต้องระบุตำแหน่งของตัวเองว่าอยู่ที่ไหน อยู่หลังแนวศัตรูหรือไม่ มีจุดหลบซ่อนตรงไหน และจะติดต่อสื่อสารได้อย่างไร อดีตทหารอากาศสหรัฐฯ นายนี้ยังแนะนำว่าควร “พยายามหลีกเลี่ยงการถูกจับให้นานที่สุด” และหากอยู่ในพื้นที่ทะเลทรายควรพยายามหาแหล่งน้ำให้ได้ ขณะเดียวกัน ทีมค้นหาและกู้ภัยทางการรบจะถูกส่งเข้าปฏิบัติการทันที

แคนท์เวลล์ กล่าวเพิ่มว่า การรู้ว่ามีทีมกำลังมาช่วยจะทำให้นักบินคนนี้รู้สึกอุ่นใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ทีมกู้ภัยก็จะไม่ทำภารกิจแบบเสี่ยงตายโดยไม่จำเป็น ดังนั้นผู้สูญหายเองก็ต้องช่วยเพิ่มโอกาสรอด เช่น การซ่อนตัวเป็นอันดับแรก เพื่อไม่ให้ถูกจับและพยายามเคลื่อนที่ไปยังจุดที่สามารถรับการช่วยเหลือได้ เช่น ดาดฟ้าในเขตเมือง หรือพื้นที่โล่งในชนบทที่เฮลิคอปเตอร์ลงจอดได้ โดยควรเคลื่อนที่ในเวลากลางคืน

ขณะเดียวกัน ทีมช่วยเหลือจะมีการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลข่าวกรองจำนวนมหาศาล ทั้งข่าวกรองจากมนุษย์ ภาพถ่าย ดาวเทียม โดรน และสัญญาณต่าง ๆ เพื่อค้นหาตำแหน่งของนักบินที่สูญหาย เมื่อระบุตำแหน่งได้แล้ว แผนช่วยเหลือจะถูกวางขึ้นแบบเรียลไทม์ภายในเฮลิคอปเตอร์ โดยพลปืนจะคอยเฝ้าระวังภัย นักบินจะหาจุดลงจอด และทีมจะพยายามติดต่อกับนักบินที่ตกเครื่อง เมื่อถึงตัวผู้สูญหาย ทีมจะต้องยืนยันตัวตน และประเมินสถานการณ์ระหว่าง “ภัยคุกคามกับอาการบาดเจ็บ” เช่น มีอันตรายเร่งด่วนแค่ไหน มีเวลามากน้อยเพียงใด และผู้บาดเจ็บมีอาการอย่างไร ก่อนตัดสินใจว่าจะให้การรักษา ณ จุดนั้น หรือรีบนำตัวออกทันที

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญทางทหาร ยังคงมีความหวังว่านักบินที่ยังสูญหายในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่านจะถูกพบตัวและได้รับการช่วยเหลือ โดยหวังว่าอาจมีคนท้องถิ่นช่วยซ่อนตัวไว้ หรือไม่ก็นักบินยังคงหลบเลี่ยงการถูกจับกุมอยู่

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง