พณ.ขึ้นทะเบียนจีไอ“ผ้าหม้อห้อมแพร่”และ “กล้วยหอมทองปทุม”

พณ.ขึ้นทะเบียนจีไอ“ผ้าหม้อห้อมแพร่”และ “กล้วยหอมทองปทุม”
มติชน
31 มีนาคม 2563 ( 11:52 )
37
พณ.ขึ้นทะเบียนจีไอ“ผ้าหม้อห้อมแพร่”และ “กล้วยหอมทองปทุม”

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้หลายภาคส่วนได้รับผลกระทบอย่างมาก กระทรวงพาณิชย์จึงเร่งดำเนินการด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยใช้ประโยชน์จากการขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ( GI) เพื่อคุ้มครองชื่อสินค้าให้เป็นสิทธิเฉพาะของชุมชน การรักษามาตรฐานของสินค้าและภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างความเชื่อมั่นในแหล่งที่มาและคุณภาพของสินค้า รวมถึงช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าด้วยความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สามารถผลิตได้เฉพาะท้องถิ่น

“ ล่าสุดกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ประกาศขึ้นทะเบียนสินค้า GI 2 รายการ ได้แก่ ผ้าหม้อห้อมแพร่ และกล้วยหอมทองปทุม “ นายวีรศักดิ์ กล่าว

นายวีรศักดิ์ กล่าวว่า ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI แล้ว 120 รายการ จาก 76 จังหวัด สำหรับสินค้า GI ใหม่ 2 รายการที่ได้รับการขึ้นทะเบียน มีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ โดยผ้าหม้อห้อมแพร่ ซึ่งเป็นผ้าทอพื้นเมืองที่ผลิตจากเส้นใยธรรมชาติหรือเส้นใยสังเคราะห์ที่ผ่านกระบวนการย้อมสีธรรมชาติ ทำให้เกิดลวดลายด้วยการมัดย้อม การจุ่ม หรือการพิมพ์ลายด้วยภูมิปัญญาการก่อหม้อห้อมที่ใช้ใบ และ ต้นห้อมที่ปลูกในจังหวัดแพร่ ทำให้ผ้าทอและเสื้อผ้าที่ผ่านการย้อมมีเฉดสีฟ้าถึงสีน้ำเงินเข้ม มีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ ซึ่งผลิตขึ้นในพื้นที่จังหวัดแพร่ ที่หลายท่านรู้จัก

สำหรับ “กล้วยหอมทองปทุม”เป็นกล้วยหอมทองที่มีผลใหญ่ยาว หน้าตัดค่อนข้างกลม ปลายคอดเล็กน้อย ผิวนวล เปลือกบาง ผลดิบสีเขียวนวล ผลสุกสีเหลืองทองนวล เนื้อเหนียวแน่นรสชาติหอมหวาน ปลูกในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี

นายวีรศักดิ์ กล่าวว่า แนวทางการดำเนินงานในด้านการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าในสินค้าชุมชน นั้น ให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา ผลักดันให้สินค้า GI พัฒนาไปสู่ตลาดและผู้บริโภคที่แพร่หลาย เพื่อเป็นช่องทางการตลาดให้กับสินค้า GI ที่มีความหลากหลาย ทั้งสินค้าเกษตรกรรม หัตถกรรม และอุตสาหกรรม (เกษตรแปรรูป) ซึ่งต้องใช้ความพยายาม ความมุ่งมั่น และการร่วมมือจากหลายภาคส่วน เพื่อนำสินค้าชุมชนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หาที่อื่นไม่ได้ ไปสู่สินค้าที่มีคุณค่าและมูลค่า

“ โดยตั้งเป้าหมายในการส่งเสริมสินค้า GI ไปสู่กลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าทางการตลาดมากกว่ากลุ่มสินค้าที่ขึ้นทะเบียนเพื่อการอนุรักษ์ และเพิ่มเติมการจัดทำระบบควบคุมสินค้า GI ให้เข้มข้น เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป”นายวีรศักดิ์ กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง