ทีดีอาร์ไอห่วงไทยโดนภาษีทรัมป์หนักขึ้นในปี69

นายศุภณัฎฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) วิเคราะห์สถานการณ์การค้าไทย–สหรัฐฯ ผ่านบทความเรื่อง “เศรษฐกิจไทยกับเกมภาษีทรัมป์ มีความเสี่ยงใดรอเราอยู่ในปี 2026 ?” โดยระบุว่า ในต้นปี 2569 มีการคาดการณ์กันว่าศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะมีคำตัดสินว่าการขึ้นภาษีตอบโต้ของทรัมป์เป็นการใช้อำนาจฝ่ายบริหารเกินขอบเขตหรือไม่ ซึ่งหากตัดสินว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต จะทำให้มาตรการภาษีตอบโต้สิ้นสุดลง
อย่างไรก็ดี คำตัดสินดังกล่าวจะไม่มีผลต่อมาตรการภาษีเฉพาะสินค้าตามมาตรา 232 ซึ่งสหรัฐฯ กำลังขยายรายการสินค้าภายใต้มาตรการนี้เพิ่มเติมอีก โดยปัจจุบัน มีสินค้าหลายรายการอยู่ระหว่างการสอบสวนและพิจารณา อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เครื่องจักรอุตสาหกรรมและหุ่นยนต์
ความเสี่ยงที่น่ากังวลสำหรับไทยคือการสอบสวนสินค้ากลุ่มเซมิคอนดักเตอร์มีขอบเขตครอบคลุมไปถึงผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะรวมถึงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ส่งออกหลักของไทยที่ปัจจุบันยังได้รับการยกเว้นภาษี ดังนั้นหากมีการจัดเก็บภาษีจริงย่อมจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยอย่างมีนัยสำคัญ
อีกหนึ่งความเสี่ยงที่น่ากังวลคือมาตรการภาษี “สินค้าสวมสิทธิ” ซึ่งสหรัฐฯ อาจเรียกเก็บในอัตราสูงถึงร้อยละ 40 โดยไทยและเวียดนามถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นทางผ่านหลักของสินค้าจากจีนไปยังสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้า ซึ่งไทยมีแนวโน้มถูกเพ่งเล็งมากขึ้น เนื่องจากในปี 2568 การนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นร้อยละ 32.4 ใกล้เคียงกับการส่งออกไปสหรัฐฯ ที่ขยายตัวร้อยละ 29.5
นักวิชาการ ทีดีอาร์ไอระบุว่า เพื่อลดความเสี่ยงภาษีทรัมป์ ในการเจรจาต่อรองภาษีกับสหรัฐฯ รัฐบาลควรเตรียมแนวทางต่อรองประเด็นสินค้าสวมสิทธิกับสหรัฐฯ โดยเสนอให้มุ่งเป้าไปที่สินค้าที่มีการดัดแปลงในไทยเพียงเล็กน้อยก่อนส่งออกไปสหรัฐฯ หรือในกรณีที่สหรัฐฯ ต้องการใช้กฎแหล่งกำเนิดสินค้า ก็ควรร่วมกับอาเซียนผลักดันให้สหรัฐฯยอมนับมูลค่าเพิ่มในภูมิภาคเป็นแหล่งกำเนิดเดียว (ASEAN regional content) ซึ่งจะช่วยผลกระทบจากมาตรการภาษีสวมสิทธิได้
ขณะเดียวกันต้องหาแต้มต่อทางการค้าเพิ่มโดยเจรจาขอยกเว้นภาษีนำเข้าที่เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ สามารถขยายกรอบการต่อรองได้มากกว่ารายการสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่ได้ผลิต โดยอาจเสนอขอลดภาษีนำเข้าสินค้าไทยที่พึ่งพาวัตถุดิบจากสหรัฐฯ เช่น อาหารสัตว์เลี้ยงที่ใช้ข้าวโพดและส่วนผสมสำคัญจากสหรัฐฯ เป็นวัตถุดิบ
อีกประเด็นสำคัญที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการ คือ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งกำลังถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง โดยใช้การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เป็นโอกาสในการปฏิรูป
ตัวอย่างเช่น การทยอยลดโควตานำเข้าสินค้าเกษตรเพื่อแลกกับการยกเว้นภาษีเพิ่มเติมให้ไทย ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพและคุณภาพการผลิตสินค้าเกษตร เพื่อให้แข่งขันได้ในระยะยาว หรือการตกลงเปิดเสรีการลงทุนในภาคบริการ โดยการผ่อนคลายข้อจำกัดการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติให้สามารถถือครองได้เกินร้อยละ 50 ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนใหม่และลดการผูกขาดในตลาดภายในประเทศ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
