IVL เผยปี 67 ขาดทุน 19,262.13 ลบ. แต่ EBITDA เพิ่มขึ้น

#IVL #ทันหุ้น- บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า ในปี 2567 ขาดทุน 19,262.13 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2566 ที่ขาดทุน 10,797.94 ล้านบาท
โดยในปี 2567 มี EBITDA ที่ 1,408 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และ Adj. EBITDA อยู่ที่1,522ล้านเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปี ที่ผ่านมาแม้ว่าผลการดำเนินงานจะแตกต่างกันไปในแต่ละธุรกิจ แต่ปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นในทุกภาคส่วน และการบริหารที่มุ่งเน้นเชิงรุกทำให้ผลกำไรรวมในปีนี้ดีขึ้น การปรับกลยุทธ์ด้วยการประเมินสถานการณ์เพื่อตัดสินใจซื้อหรือผลิต (ลดกำลังการผลิต PTA โดยหลัก) ส่งผลให้ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยที่ความต้องการของผลิตภัณฑ์ในตลาดยังคงแข็งแกร่ง
ปริมาณการผลิตที่เกินกว่าความต้องการในตลาดยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้ส่วนต่างราคามาตรฐาน (Benchmarkspreads) ยังถูกกดดัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจ IntegratedPET รวมถึง MTBE อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีปัจจัยที่ส่งเสริมการเติบโตบางประการจากSpread ของ Polyester fiber และIntegrated MEG ที่ปรับตัวดีขึ้นตลอดทั้งปีซึ่งช่วยส่งเสริมธุรกิจ Lifestyle fiber และรักษาผลการดำเนินงานของ Intermediate Chemicals
แม้ว่า จะมีการเพิ่มขึ้นในปริมาณการผลิตเป็นปัจจัยบวกแต่ก็ถูกทอนด้วยความท้าทายจากอุตสาหกรรม กลยุทธ์ธุรกิจที่ผู้บริหารดำเนินการและการควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด ได้เข้ามีส่วนช่วยให้ผลการดำเนินงานในปีนี้ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) รายงานผลประกอบการประจำปี 2567 ที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเป็นผลมาจากการดำเนินงานที่เด็ดขาดของฝ่ายบริหารภายใต้กลยุทธ์ IVL 2.0 เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทฯ ในการรับมือกับภาวะชะลอตัวของอุตสาหกรรมที่ยืดเยื้อ และกำหนดแนวทางใหม่สำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ในปี 2567 อินโดรามา เวนเจอร์ส ได้ปรับกลยุทธ์เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของยุค โดยได้รับอิทธิพลจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เช่น ผลกระทบที่ไม่เท่าเทียมกันของอุตสาหกรรมน้ำมัน (Peak Oil) ระหว่างภูมิภาคตะวันออกและตะวันตก ความมุ่งมั่นของประเทศจีนในการควบคุมการผลิตภายในประเทศ การขยายตัวของเศรษฐกิจอินเดีย และสภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความไม่แน่นอนมากที่สุดในรอบหนึ่งชั่วอายุคน ในช่วงปีแห่งการปรับตัว การระดมทรัพยากร และการขับเคลื่อนกลยุทธ์ ฝ่ายบริหารของบริษัทฯ ได้ดำเนินการตามแผนปีแรกของกลยุทธ์ IVL 2.0 ซึ่งมีระยะเวลา 3 ปี ประกาศเมื่อเดือนมีนาคม 2567 โดยมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพของสินทรัพย์ทั่วโลก การลดหนี้ เพิ่มกระแสเงินสด และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและโครงการพัฒนาความเป็นผู้นำรุ่นต่อไปมาใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2569
มาตรการบริหารจัดการเชิงรุกและมีวินัยที่มุ่งเน้น ‘การพึ่งพาตนเอง’ และการควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด ช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้ตลอดทั้งปีให้แข็งแกร่งขึ้น ในขณะที่ตลาดเคมีภัณฑ์ทั่วโลกยังคงเผชิญกับภาวะหดตัวที่ท้าทายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคปัจจุบัน ท่ามกลางความผันผวนของตลาดนี้ อินโดรามา เวนเจอร์ส รายงาน EBITDA ในปี 2567 จำนวน 1,408ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 26 เมื่อเทียบปีต่อปี และ Adjusted EBITDA1 เท่ากับ 1,522 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบปีต่อปี
กลุ่มธุรกิจ CPET รายงาน Adjusted EBITDA เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 เมื่อเทียบปีต่อปี จำนวน 1,012 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยปริมาณการขายเติบโตร้อยละ 3 เมื่อเทียบปีต่อปี แบบ like-for-like basis หลังจากปรับตามการตัดสินใจระหว่างการผลิตเอง (make or buy) อันเนื่องมาจากกำลังการผลิต PTA ที่ลดลง ทั้งนี้ ความต้องการผลิตภัณฑ์ปลายทางยังคงอยู่ในระดับคงที่ อย่างไรก็ตาม ภาวะอุปทานล้นตลาดในประเทศจีนยังคงกดดันส่วนต่างราคามาตรฐาน และส่งผลกระทบต่อธุรกิจ PET แบบบูรณาการ (Integrated PET) ขณะที่ธุรกิจสารเคมีขั้นกลางได้รับแรงหนุนจากส่วนต่างกำไรของ MEG ที่ปรับตัวดีขึ้น แม้ว่าธุรกิจ MTBE จะมีส่วนต่างกำไรที่ลดลงด้วยผลกระทบจากกำลังการผลิตใหม่ของบุคคลที่สามในประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ธุรกิจ Specialty PET มีผลประกอบการที่แข็งแกร่งขึ้นเมื่อเทียบปีต่อปี ซึ่งช่วยชดเชยอัตรากำไรของธุรกิจ commodity PETได้เป็นอย่างดี
กลุ่มธุรกิจ Indovinya บันทึก Adjusted EBITDA อยู่ที่ 352 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 29 เมื่อเทียบปีต่อปี โดยได้รับแรงหนุนจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 อันเป็นผลจากการปรับตัวของภาวะการระบายสินค้าคงคลัง (normalization of destocking) การปรับปรุงของส่วนผสมการขาย (sales mix) ในภูมิภาคอเมริกาใต้ และการปรับตัวดีขึ้นของ crack margins ในอเมริกาเหนือ
กลุ่มธุรกิจ Fibers รายงาน Adjusted EBITDA อยู่ที่ 159 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งที่ ร้อยละ 26 เมื่อเทียบปีต่อปี โดยเป็นผลมาจากมาตรการปรับโครงสร้างธุรกิจของคณะผู้บริหาร การเติบโตของปริมาณการขายในทุกกลุ่มตลาด และการปรับตัวดีขึ้นของส่วนต่างอุตสาหกรรม (industry spreads) ในกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์
มาตรการเชิงรุกของคณะผู้บริหารในการลดต้นทุน ปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ และปรับโครงสร้างองค์กรและกระบวนการทำงาน มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของผลประกอบการโดยรวม แผนการเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์ภายใต้กลยุทธ์ IVL 2.0 สามารถลดต้นทุนคงที่เพิ่มเติมได้จำนวน 48 ล้านเหรียญสหรัฐจนถึงปัจจุบัน และคาดว่าจะมีการปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการเติบโตของผลประกอบการในปี 2568 มาตรการเหล่านี้ช่วยเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิต ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 ทั่วทุกฐานการผลิตของบริษัทฯ ในปี 2567
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางแรงกดดันอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรม บริษัทฯ ได้พิจารณาแล้วว่าจำเป็นต้องดำเนินมาตรการบริหารเพิ่มเติม นอกเหนือจากมาตรการสำคัญที่ได้ดำเนินการไปแล้วในปี 2567 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผนระยะยาวอย่างต่อเนื่อง โดยมาตรการเหล่านี้ ซึ่งบริษัทฯ จะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในงาน Capital Markets Day ในวันที่ 5 มีนาคม 2568 รวมถึงการเพิ่มความเข้มข้นในการสร้างกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) และการทบทวนนโยบายทางการเงิน เพื่อลดผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน และรักษาคำมั่นสัญญาในการลดภาระหนี้ของบริษัทฯ ทั้งนี้ บริษัทฯ คาดการณ์ว่าการเติบโตในปี 2568 และ 2569 จะได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการบริหารที่มีประสิทธิภาพ การเพิ่มขึ้นของปริมาณการขาย รายได้จากการขายที่ดินจากสินทรัพย์ที่ได้รับการปรับโครงสร้าง IPO ที่มีแผนดำเนินการ และการขายกิจการบางส่วน โดยรายได้จากธุรกรรมเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เพื่อลดภาระหนี้ให้สอดคล้องกับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของบริษัทฯ
เมื่อกล่าวถึงปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ นายอาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส กล่าวว่า “ถึงแม้ว่าตลาดเคมีภัณฑ์ทั่วโลกจะเผชิญความท้าทาย แต่ผมพอใจกับผลประกอบการโดยรวมและมาตรการบริหารที่เราดำเนินการในปี 2567 ปีนี้เป็นปีที่กำหนดทิศทางใหม่ให้กับเรา เราได้ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมครั้งสำคัญในรอบหลายทศวรรษ และใช้ประสบการณ์ วิสัยทัศน์ และความมั่นใจในการขับเคลื่อนบริษัทสู่อนาคตผ่านมาตรการเชิงรุกที่เด็ดขาด ขณะนี้ แผนกลยุทธ์ IVL 2.0 ระยะ 3 ปี ดำเนินงานมาเกือบครบหนึ่งปีแล้ว ซึ่งเราได้ยกระดับจากโมเดลการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการเข้าซื้อกิจการ ไปสู่แนวทางที่ให้ความสำคัญกับวินัยทางการเงินและการสร้างกระแสเงินสด เรากำลังก้าวสู่เส้นทางใหม่ของการสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว ผ่านการเติบโตของแต่ละกลุ่มธุรกิจ การสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง และความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ทั้งนี้ ในงาน Capital Markets Day ประจำปีของเรา ผมตั้งตารอที่จะแชร์ความคืบหน้าของกลยุทธ์ IVL 2.0 และทิศทางการเติบโตในอนาคต”