รีเซต

ถอดรหัสการปฏิรูป "ทุนมนุษย์แห่งอนาคต" ไทยต้องสร้างคนแบบไหน ?

ถอดรหัสการปฏิรูป "ทุนมนุษย์แห่งอนาคต" ไทยต้องสร้างคนแบบไหน ?
TNN ช่อง16
4 กันยายน 2569 ( 19:41 )

“ถ้าเรายังใช้กฎเกณฑ์เดิม Mindset ก็จะยังเหมือนเดิม และสิ่งที่เรากำลังจะทำก็อาจไม่สามารถนำไปใช้ได้จริง ฉะนั้น Resilience จึงสำคัญมาก เพราะกฎระเบียบต่าง ๆ อาจไม่จำเป็นต้องกำหนดตายตัวเป็นระยะเวลา 1 ปีเสมอไป” 


นี่เป็นคำกล่าวปาฐกถาจาก ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในหัวข้อ “Thailand²: Building Humann Capital for the Next Economy ยกกำลังประเทศไทย ด้วยทุนมนุษย์แห่งอนาคต” งาน GCNT EXPO 2026 


คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนถึงโจทย์สำคัญของการพัฒนาทุนมนุษย์ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วว่า ระบบการศึกษาและกฎเกณฑ์ไม่ควรถูกออกแบบให้ยึดติดกับสูตรสำเร็จเดิม แต่ต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวให้ทันกับบริบทใหม่ โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีและ AI กำลังทำให้องค์ความรู้ล้าสมัยเร็วขึ้น


สูตรสำเร็จ 40 ปีที่แล้ว อาจใช้ไม่ได้กับโลกใหม่ ความยืดหยุ่นคือหัวใจสำคัญ


ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า โลกวันนี้เปลี่ยนเร็วมาก กฎเกณฑ์เมื่อ 40-30 ปีก่อน หรือแม้กระทั่ง 3-5 ปีที่แล้วอาจใช้ไม่ได้แล้วกับโลกยุคนี้ หากยังใช้กฎเกณฑ์เดิม Mindset ก็จะยังเหมือนเดิม และสิ่งที่กำลังทำอาจไม่สามารถนำไปใช้ได้จริง ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการสร้าง Flexibility และ Resilience ให้กับระบบ เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนตามบริบทที่เปลี่ยนไปได้


“แต่ละภูมิภาคอาจมีบริบทที่แตกต่างกัน ภาคเหนืออาจใช้กฎแบบหนึ่ง ภาคอีสานอาจใช้อีกกฎหนึ่งก็ได้ เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญคือเราต้องยอมรับว่า ไม่มีสูตรสำเร็จแบบ One-size-fits-all และกฎเดียวอาจไม่สามารถใช้ได้กับทุกพื้นที่หรือทุกสถานการณ์” 


ทั้งนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำว่า การปรับเปลี่ยนกฎไม่ได้หมายความว่ากฎเดิมจะไม่มีประโยชน์อีกต่อไป เพราะในบางบริบทกฎเดิมอาจสามารถนำกลับมาใช้ได้อีกครั้ง แต่สิ่งที่จำเป็นคือการเปิดพื้นที่ให้กฎและกฎระเบียบสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ โดยไม่จำเป็นต้องกำหนดกรอบตายตัวเสมอไป

5 Shifts เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย


อีกโจทย์สำคัญที่ ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมคือการเปลี่ยน Mindset จากการมอง Sustainability เป็นเรื่องที่ต้องทำ “เมื่อมีเวลาหรือเมื่อผ่านวิกฤตแล้ว” ไปสู่การทำให้ Sustainability เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตตามปกติ


ศ.ดร.ยศชนัน เสนอ 5 แนวทางเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ที่เชื่อมโยงตั้งแต่เศรษฐกิจ ทรัพยากร เทคโนโลยี ผู้ประกอบการ ไปจนถึงสังคม ดังนี้ 


Shift 1: เปลี่ยนจากอุตสาหกรรมเดิม สู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต


ประเทศไทยจำเป็นต้องมองใหม่ว่าแต่ละภาคเศรษฐกิจจะ “Shift” ไปสู่อะไร ยกตัวอย่างเช่น ภาคเกษตรอาจไม่ได้จบอยู่ที่การผลิตอาหาร แต่สามารถต่อยอดไปสู่ Wellness Economy ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมอาจขยับไปสู่ Semiconductor, Robotics และการผลิตที่เน้นคุณภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้านพลังงานเองก็สามารถพัฒนาไปสู่ระบบ Smart Grid ขณะที่ภาคบริการสามารถต่อยอดไปสู่ Medical Services และ Wellness Tourism


การเปลี่ยนแปลงจึงไม่ใช่เพียงการบอกว่า “อะไรทำไม่ได้” แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่า “แล้วเราจะทำอะไรแทน”


Shift 2: จาก Net Zero สู่ Nature Positive


การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมอาจไม่ควรหยุดอยู่ที่ Net Zero แต่ต้องมองไปถึง Nature Positive ด้วย

ธรรมชาติคือรากฐานของระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่อาหาร ดิน น้ำ ไปจนถึงความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Biodiversity 


ดังนั้น การรักษาธรรมชาติจึงไม่ควรถูกมองเป็นภาระ แต่เป็น “สินทรัพย์” ที่สามารถสร้างมูลค่าให้กับประเทศได้ 


Shift 3: จาก Technology User สู่ Technology Creator 


อีกโจทย์คือการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยเฉพาะเทคโนโลยีพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่าน


หากประเทศไทยต้องการเซ็นเซอร์หรือเทคโนโลยีบางอย่าง แต่ไม่มีความสามารถในการพัฒนาเอง ก็ย่อมต้องพึ่งพาผู้อื่น และเมื่อผู้ผลิตจากต่างประเทศไม่เห็นตลาดหรือความต้องการของเรา เทคโนโลยีเหล่านั้นก็อาจไม่ถูกพัฒนาขึ้นมา


ดังนั้น การสร้างฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศจึงไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่เป็นพื้นฐานของการสร้างความสามารถในการแข่งขัน


Shift 4: จากห้องแล็บ สู่ “ประเทศเป็นห้องทดลอง”


ประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศที่หลากหลาย ขณะเดียวกันก็มีมหาวิทยาลัยและองค์ความรู้กระจายอยู่ทั่วประเทศ


โจทย์จึงไม่ใช่เพียงการสร้างห้องแล็บเพิ่ม แต่คือการทำให้พื้นที่จริงกลายเป็น Living Lab ที่สามารถทดลองและสร้างนวัตกรรมได้


Shift 5: จากการเติบโต สู่การ “แชร์ Prosperity”


การเติบโตทางเศรษฐกิจจะมีความหมายมากขึ้น เมื่อผลประโยชน์ไม่ได้กระจุกอยู่กับบริษัทหรือผู้ประกอบการเพียงไม่กี่ราย แต่สามารถกระจายไปตลอด Value Chain


ตัวอย่างเช่น หาก Startup หนึ่งนำผลผลิตทางการเกษตรจากจังหวัดน่านมาแปรรูป โดยเชื่อมโยงกับวิสาหกิจชุมชน SME โรงงานผลิต และธุรกิจในกรุงเทพฯ หรือภาคเหนือ เมื่อธุรกิจเติบโต เกษตรกร ชุมชน SME และผู้ผลิตในห่วงโซ่ก็เติบโตไปพร้อมกัน

สร้างคนที่ “คิดเป็น–ปรับตัวเป็น–เรียนรู้ตลอดชีวิต”


ด้านภาคเอกชนมองว่า ปัญหาสำคัญของระบบการศึกษาในปัจจุบัน คือโลกเปลี่ยนเร็ว แต่ระยะเวลาและรูปแบบการเรียนรู้กลับแทบไม่เปลี่ยนตาม


ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความมั่นคงองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ในอดีตการศึกษามีหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อเตรียมคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่วันนี้ความรู้สามารถเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็วจากเทคโนโลยีและ AI พร้อมตั้งข้อสังเกตในมุมผู้บริหารภาคธุรกิจว่า สิ่งที่บริษัทเอกชนต้องการ คือ บุคลากรที่ผ่านสนามจำลองชีวิต จากในรั้วมหาวิทยาลัยมาแล้ว มากกว่าแค่เด็กเรียนเก่ง


“โจทย์ที่สำคัญของภาคเอกชนวันนี้ก็คือ เราต้องการเอาสมองของเด็กยุคใหม่ที่บวก AI แล้วกลายเป็นยอดมนุษย์ เข้าสู่ตลาดแรงงานเร็วที่สุด นั่นหมายถึง 18 ปีคุณต้องเริ่มทำงานนะ เรียนรู้ลองถูกลองผิด แล้วองค์กรก็จะได้พลังเต็มที่จากคนยุคนี้ได้มากที่สุด เพราะยุคนี้ต้องบอกได้ว่าความรู้ราคาถูกลงกว่าในอดีต ความรู้หาได้ทุกที่ในอดีต วันนี้สิ่งที่องค์กรต้องการคือคนที่มีทักษะการคิดวิเคราะห์ มีจริยธรรม และมีภาวะผู้นำ แล้วก็มีความเป็นผู้นำ นั่นก็เป็นโจทย์ของภาคเอกชนยุคนี้” ดร.ธีระพล กล่าว 


ขณะที่ฝั่งธุรกิจกวดวิชา ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าปี 2568 รายได้ขยายตัวกว่า 9% แตะระดับ 3,300 ล้านบาท จนธุรกิจกวดวิชา แทบกลายเป็นหลักสูตรหลัก แทนการศึกษาในโรงเรียนไปแล้ว


ภูผา อมรกิจจา ผู้ก่อตั้ง Phupha Tutor ที่จบด้าน AI จากเคมบริดจ์ และเคยทำงานสาย AI ที่ไอบีเอ็ม ซึ่งถือว่าตรงสายที่สุดแล้ว แต่เจ้าตัวบอกว่าแทบไม่ได้ใช้สิ่งที่เรียนมา


เขาอธิบายว่าเอาแบบเรียนของอังกฤษมาเทียบกับของไทย เนื้อหาเหมือนกันเกือบทั้งหมด ต่างกันที่โจทย์ ของอังกฤษไล่จากง่ายไปยากทีละขั้น ส่วนของไทยสอนรวดเดียวแล้วให้โจทย์ยากทันที ปลายทางคือเด็กต้องไปพึ่งที่เรียนพิเศษ


ตัวเลขที่สะท้อนภาพเดียวกันคือผลประเมิน PISA รอบล่าสุดที่เผยแพร่แล้ว เด็กไทยได้คณิตศาสตร์ 394 การอ่าน 379 และวิทยาศาสตร์ 409 คะแนน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโออีซีดีทั้งสามด้าน และต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไทยเข้าร่วมการประเมิน


เมื่อ “งาน” กลายเป็นอีกหนึ่งห้องเรียน เพื่อพัฒนามนุษย์แห่งอนาคต 


อีกหนึ่งโจทย์ของการพัฒนาทุนมนุษย์ คือการทำให้การเรียนรู้เชื่อมโยงกับโลกการทำงานจริงมากขึ้น ซึ่งเห็นได้จากเรื่องราวของ ธัญญาภร ชูนวล หรือ “แก้ว” ผู้ร่วมบริหารธุรกิจร้าน 7-Eleven ที่ได้รับทุนเรียนต่อสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 18 ปี ผ่านระบบเรียน 3 เดือน ทำงาน 3 เดือน


ประสบการณ์จากหน้างานทำให้เธอได้เรียนรู้ทั้งการบริหารธุรกิจและการจัดการคน ก่อนเติบโตเป็นผู้จัดการร้านและ Store Business Partner ในวัย 23 ปี และวันนี้เธอยังส่งต่อโอกาสให้เด็กรุ่นใหม่ที่ต้องการเรียนและทำงานไปพร้อมกัน


“แก้วก็เป็นเด็กคนหนึ่งที่เคยได้รับโอกาสทางการศึกษาจาก CP และวันที่เรียนจบ แก้วก็ได้เติบโตมาเป็นผู้ร่วมบริหารร้าน”


“วันนี้แก้วได้เจอเด็กอีกมากมายที่อยากเรียนต่อ แต่ครอบครัวไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะส่งเสีย หากเด็กเหล่านี้เข้ามาทำงานที่ร้านและเจอปัญหา แก้วก็พร้อมรับน้องเข้ามาทำงานและช่วยดูแล” 


“เราภูมิใจในตัวเองมากค่ะ ที่วันหนึ่งเราเคยได้รับโอกาส และวันนี้เราสามารถส่งต่อโอกาสนั้นให้อีกคนหนึ่ง จนเขาประสบความสำเร็จและสามารถสร้างรายได้เลี้ยงดูครอบครัวได้” ธัญญาภร กล่าว


ขณะที่ อุบล แป้นเขียว พนักงานร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ในโครงการผู้ใหญ่ใจดี สะท้อนอีกด้านของทุนมนุษย์ เมื่อวัยไม่ควรเป็นข้อจำกัดของการทำงาน เธอกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานหลังเกษียณ และวันนี้ในวัย 70 ปียังคงทำงานที่ 7-Eleven เพราะนอกจากรายได้แล้ว งานยังทำให้เธอได้พบผู้คน ได้ช่วยเหลือลูกค้า และรู้สึกว่าตัวเองยังสร้างคุณค่าได้


“ก็รู้สึกภูมิใจในตัวเอง ถึงใครจะมาว่า แก่แล้ว ยังจะทำงานอยู่อีกหรอ แต่เรามีความสุข และคนที่บ้านก็ไม่ได้ว่าอะไรเรา…งานทุกอย่างมีคุณค่าหมดค่ะ ไม่ว่าจะงานด้านบริการหรืองานอะไร สิ่งที่เราต้องใส่ใจให้มากที่สุด คือ ลูกค้า” 


“คำแนะนำของป้าก็คือ ถ้าที่ไหนเปิดโอกาสให้เรา ไม่ว่าจะเป็นองค์กรไหน เราต้องทำให้เต็มที่ ทำให้สุดความสามารถ เพราะความดีที่เราทำไม่มีวันจืดจาง เหมือนกับความรัก ยิ่งเรารักสิ่งไหน เราก็ยิ่งได้รับความรักตอบกลับมา เพราะฉะนั้น ถ้าเรารักและตั้งใจกับสิ่งที่ทำ สิ่งนั้นจะตอบแทนเราเสมอค่ะ” อุบล กล่าว 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง