รีเซต

UN ชี้โลกไม่ต้องการแค่ “คำมั่น” ถึงเวลาพิสูจน์ผลลัพธ์ความยั่งยืน

UN ชี้โลกไม่ต้องการแค่ “คำมั่น” ถึงเวลาพิสูจน์ผลลัพธ์ความยั่งยืน
TNN ช่อง16
3 กันยายน 2569 ( 13:46 )
5

ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การค้าโลกที่หยุดชะงัก ค่าครองชีพที่สูงขึ้น วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว องค์การสหประชาชาติ (UN) มองว่า ความท้าทายสำคัญในเวลานี้ไม่ใช่เพียงการประกาศ “ความมุ่งมั่น” ด้านความยั่งยืน แต่คือการเปลี่ยนคำมั่นเหล่านั้นให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ พร้อมทำให้เงินทุนด้านความยั่งยืนไหลไปสู่การลงทุนจริงในระบบเศรษฐกิจ

Ms. Michaela Friberg-Storey ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวภายใต้แนวคิด “From Shock to Shift” โดยระบุว่า โลกกำลังอยู่ท่ามกลาง “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ตั้งแต่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบเส้นทางการค้า ต้นทุนและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็ว

แรงสั่นสะเทือนเหล่านี้ไม่เพียงทดสอบความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจโลก แต่ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อสถาบันต่าง ๆ ด้วย

อย่างไรก็ตาม “วิกฤต” ไม่ได้นำไปสู่ “การเปลี่ยนผ่าน” โดยอัตโนมัติ การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ “ภาวะผู้นำ การลงทุน และความร่วมมือ” เคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน

ในบริบทนี้ ภาคธุรกิจมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง เพราะทุกการตัดสินใจลงทุนสามารถกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรม การจัดซื้อจัดจ้างของบริษัทขนาดใหญ่ส่งผลต่อซัพพลายเออร์นับพันราย ขณะที่นวัตกรรมของภาคเอกชนสามารถเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและการบริโภคของประเทศได้

อิทธิพลทางเศรษฐกิจดังกล่าวจึงมาพร้อมกับ “ความรับผิดชอบ” และนำไปสู่โจทย์สำคัญ 3 ประการที่ประเทศไทยต้องเร่งขับเคลื่อน

จาก “ความมุ่งมั่น” สู่ “ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้”

การเปลี่ยนผ่านประการแรก คือการขยับจาก “Ambition to Accountability” หรือจากความทะเยอทะยานและคำมั่นสัญญา ไปสู่ความรับผิดชอบที่สามารถวัดผลและตรวจสอบได้จริง

ประเทศไทยไม่ได้ขาดพันธสัญญาด้านความยั่งยืน ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจต่างประกาศเป้าหมายสำคัญ ขณะที่สมาชิกของ Global Compact Network Thailand หรือ GCNT มีทั้งพันธสัญญาด้านความเป็นกลางทางคาร์บอน การปกป้องทรัพยากรธรรมชาติทั้งบนบกและทางทะเล รวมถึงการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์จำนวน 1 ล้านคน

แต่ขั้นตอนต่อไปคือการตอบคำถามว่า “คำมั่นเหล่านั้นเกิดผลจริงมากเพียงใด”

เงินลงทุนถูกนำไปใช้แล้วเท่าใด การปล่อยมลพิษจากโรงงานลดลงจริงหรือไม่ ห่วงโซ่อุปทานมีความยั่งยืนมากขึ้นเพียงใด และที่สำคัญ แผนการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจลงทุนของบริษัทจริงหรือไม่

คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อลดคุณค่าของความสำเร็จที่ผ่านมา แต่เพื่อผลักดันให้พันธสัญญาที่ประกาศไว้มีความเข้มแข็งและสามารถพิสูจน์ผลลัพธ์ได้

กล่าวอีกนัยหนึ่ง โลกกำลังต้องการการเปลี่ยนจาก “Promise to Proof” หรือ จากคำสัญญา สู่ข้อพิสูจน์

เงินทุนยั่งยืนต้องเปลี่ยนจาก “เงินที่สัญญาไว้” เป็น “เงินที่ทำงานจริง”

การเปลี่ยนผ่านประการที่สอง คือ Sustainable Finance หรือการเงินเพื่อความยั่งยืน ซึ่งต้องขยับจาก “Committed Capital” ไปสู่ “Capital at Work” หรือทำให้เงินทุนที่ประกาศและจัดสรรไว้ถูกนำไปลงทุนและสร้างผลลัพธ์จริง

ปัจจุบัน โลกยังเผชิญช่องว่างด้านเงินทุนสำหรับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และเป็นที่ชัดเจนว่าเงินทุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวไม่สามารถปิดช่องว่างมหาศาลนี้ได้

นั่นทำให้ภาคเอกชนกลายเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน

“โลกต้องการภาคเอกชน ประเทศไทยต้องการภาคเอกชน และโลกก็ต้องการประเทศไทยเช่นกัน”

UN มองว่า การเงินเพื่อความยั่งยืนจะทรงพลังที่สุดเมื่อไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลงทุนใน “โครงการสีเขียว” บางโครงการ แต่ต้องสามารถเปลี่ยนวิธีจัดสรรเงินทุนของระบบเศรษฐกิจโดยรวม ตั้งแต่การปล่อยสินเชื่อของธนาคาร การลงทุนของบริษัทประกันภัย ไปจนถึงการตัดสินใจของผู้จัดการสินทรัพย์

เพราะสถาบันการเงินเหล่านี้เป็นหนึ่งในผู้กำหนดว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้น “เร็วหรือช้า” เพียงใด

ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเพิ่มเครื่องมือทางการเงินที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายความยั่งยืน หรือ Sustainability-linked Finance ที่มีเงื่อนไขและตัวชี้วัดที่น่าเชื่อถือ ควบคู่กับการเพิ่มการลงทุนในระดับท้องถิ่นและจังหวัด รวมถึงการใช้ Blended Finance หรือเครื่องมือทางการเงินแบบผสมผสาน เพื่อช่วยดึงเงินทุนภาคเอกชนเข้าสู่โครงการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการอนุรักษ์ธรรมชาติมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม “มีเงิน” เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ

เงินทุนต้องมีโครงการที่สามารถลงทุนได้จริงรองรับ หรือ “Pipeline of Investable Solutions” ซึ่งต้องอาศัยทั้งงานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และบุคลากรที่มีทักษะ

การลงทุนใน “คน” จึงเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้เงินทุนด้านความยั่งยืนสามารถสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมได้จริง

จาก “บริษัทชั้นนำ” สู่ “ระบบนิเวศที่เติบโตไปด้วยกัน”

การเปลี่ยนผ่านประการที่สาม คือการขยับจาก “Leading Companies” ไปสู่ “Leading Ecosystems”

ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไม่ควรถูกวัดจากความก้าวหน้าของบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง แต่ต้องดูว่าความก้าวหน้าเหล่านั้นช่วยยกระดับแรงงาน ธุรกิจขนาดเล็ก และชุมชนที่อยู่โดยรอบได้มากน้อยเพียงใด

โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ซึ่งเป็นธุรกิจส่วนใหญ่ของประเทศและเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน

SMEs จำนวนมากต้องการปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานด้านความยั่งยืน แต่ยังเผชิญข้อจำกัดทั้งด้านเงินทุน เทคโนโลยี ความรู้ และบุคลากร

นี่จึงเป็นโอกาสที่บริษัทขนาดใหญ่ สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา ภาครัฐ และองค์กรระหว่างประเทศ จะเข้ามาช่วยกันสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเดินไปพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านของประเทศ แทนที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

GCNT จึงมีบทบาทสำคัญในฐานะแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงภาคส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โดย Friberg-Storey ยกให้เครือข่าย Global Compact ของประเทศไทยเป็นหนึ่งในเครือข่ายที่มีความเข้มแข็งโดดเด่นในระดับโลก

“From Shock to Shift” เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นการเปลี่ยนผ่าน

หัวใจสำคัญของแนวคิด “From Shock to Shift” จึงไม่ใช่เพียงการตั้งรับกับวิกฤต แต่คือการใช้แรงกระแทกที่เกิดขึ้นเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ

จาก “คำสัญญา” สู่ “ข้อพิสูจน์”

จาก “เงินทุนที่ตกลงไว้” สู่ “เงินทุนที่ลงมือทำงานจริง”

และจาก “บริษัทชั้นนำ” สู่ “ระบบนิเวศที่ทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกัน”

สารสำคัญที่ UN ฝากถึงภาคธุรกิจไทยจึงเรียบง่ายแต่ชัดเจน คือ ให้เดินหน้าต่อจากสิ่งที่ทำได้ดีอยู่แล้ว ขยายสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล และผลักดันความร่วมมือให้ไปไกลกว่าเดิม

เพราะแม้อยู่ในโลกที่มีความแตกแยกและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความก้าวหน้าที่ยึดหลักความยั่งยืน ครอบคลุม และแบ่งปันประโยชน์ร่วมกันยังสามารถเกิดขึ้นได้

องค์การสหประชาชาติยืนยันว่าพร้อมสนับสนุนประเทศไทยในกระบวนการดังกล่าว ทั้งการนำองค์ความรู้ระดับโลกมาประยุกต์ใช้ในระดับประเทศ การเชื่อมโยงพันธมิตร ตลอดจนสนับสนุนนวัตกรรมและแนวคิดใหม่ ผ่านหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ UNDP, ESCAP, ILO, ITU และ UNICEF

เป้าหมายปลายทางจึงไม่ใช่เพียงการทำให้ประเทศไทยมี “บริษัทที่ยั่งยืน” มากขึ้น แต่คือการสร้างเศรษฐกิจที่เงินทุน เทคโนโลยี คน ธุรกิจ และชุมชน สามารถเปลี่ยนผ่านไปด้วยกัน

เพราะในโลกที่เผชิญวิกฤตครั้งแล้วครั้งเล่า สิ่งที่จะวัดความสำเร็จต่อจากนี้อาจไม่ใช่ว่าใครประกาศเป้าหมายที่ทะเยอทะยานที่สุด แต่คือ ใครสามารถเปลี่ยนความมุ่งมั่นให้กลายเป็นการลงมือทำ และเปลี่ยนการลงมือทำให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จริง



ข่าวที่เกี่ยวข้อง