เด็กท้องวัยเรียน 52.6% ไม่ได้เรียนต่อหลังคลอด ศธ.เร่งลดเด็กหลุดระบบ

ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยเรียนยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อโอกาสทางการศึกษาของเด็กและเยาวชนไทย แม้อัตราการคลอดในวัยรุ่นจะลดลงอย่างต่อเนื่องในระยะยาว แต่ข้อมูลจากกรมอนามัยพบว่า แม่วัยรุ่นจำนวนหนึ่งต้องหยุดเรียนระหว่างตั้งครรภ์ และมากกว่าครึ่งของกลุ่มตัวอย่างที่เคยศึกษาอยู่ก่อนตั้งครรภ์ไม่ได้เรียนต่อหลังคลอด ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการเดินหน้ามาตรการคุ้มครองสิทธิของนักเรียนตั้งครรภ์ ควบคู่กับนโยบาย Thailand Zero Dropout PLUS เพื่อเพิ่มโอกาสให้เด็กและเยาวชนสามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง
เปิดสถิติแม่วัยรุ่น 52.6% ไม่ได้เรียนต่อหลังคลอด
รายงานเฝ้าระวังการตั้งครรภ์แม่วัยรุ่น พ.ศ. 2567 ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเก็บข้อมูลแม่วัยรุ่นหลังคลอดจำนวน 515 คน จากโรงพยาบาล 270 แห่ง ใน 56 จังหวัด พบว่า ก่อนตั้งครรภ์ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 54.4 มีสถานะเป็นนักเรียนหรือนักศึกษา โดยการตั้งครรภ์ทำให้ผู้เรียนบางส่วนต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการศึกษา หยุดเรียน หรือออกจากสถานศึกษาเดิม
เมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่มแม่วัยรุ่นที่เคยเรียนในระบบการศึกษาปกติก่อนตั้งครรภ์จำนวน 219 คน พบว่า ระหว่างตั้งครรภ์มีผู้ที่ยังเรียนอยู่ในสถานศึกษาเดิมร้อยละ 33.8 ขณะที่ร้อยละ 30.1 หยุดเรียนหรือลาออก ร้อยละ 11.4 พักการศึกษาชั่วคราว และร้อยละ 8.2 เปลี่ยนไปศึกษานอกระบบ
แม้สัดส่วนผู้ที่ยังเรียนอยู่ในสถานศึกษาเดิมระหว่างตั้งครรภ์จะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 13.7 ในปี 2559 เป็นร้อยละ 33.8 ในปี 2567 แต่การกลับเข้าสู่การศึกษาหลังคลอดยังเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเด็กที่มีข้อจำกัดด้านสุขภาพ รายได้ และภาระการเลี้ยงดูบุตร
ข้อมูลกรมอนามัยระบุว่า ในกลุ่มแม่วัยรุ่นที่เคยเรียนก่อนตั้งครรภ์ทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษาจำนวน 274 คน มีผู้ที่ยังเรียนต่อหลังคลอด 130 คน คิดเป็นร้อยละ 47.4 แบ่งเป็นผู้เรียนในระบบการศึกษาปกติ 62 คน หรือร้อยละ 22.6 และผู้เรียนในการศึกษานอกระบบ 68 คน หรือร้อยละ 24.8
ส่วนอีก 144 คน หรือร้อยละ 52.6 ไม่ได้เรียนต่อหลังคลอด โดยในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดมีผู้ที่ว่างงานและอยู่ระหว่างหางานร้อยละ 22.6 และผู้ที่เป็นแม่บ้านหรือไม่ได้ประกอบอาชีพร้อยละ 21.9
นอกจากนี้ ในกลุ่มแม่วัยรุ่นที่เคยหยุดเรียน ลาออก หรือพักการศึกษาระหว่างตั้งครรภ์ มีเพียงร้อยละ 32.2 ที่กลับเข้าสู่การศึกษาหลังคลอด ขณะที่ร้อยละ 30.9 ของกลุ่มที่ไม่ได้เรียนต่อแสดงความต้องการกลับไปศึกษาในระบบปกติ
ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลสำรวจเฉพาะกลุ่มแม่วัยรุ่นที่เข้าร่วมการเฝ้าระวังของกรมอนามัย ไม่ใช่อัตราของแม่วัยรุ่นทั้งหมดในประเทศไทย แต่เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการกำหนดมาตรการช่วยเหลือผู้เรียนให้สามารถศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระหว่างตั้งครรภ์ไปจนถึงช่วงหลังคลอดบุตร
อัตราคลอดวัยรุ่นลดลง แต่การตั้งครรภ์ก่อนวัยยังต้องเฝ้าระวัง
ในภาพรวม ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการลดอัตราการคลอดในวัยรุ่น โดยข้อมูลกรมอนามัยระบุว่า กลุ่มหญิงอายุ 15–19 ปี มีอัตราการคลอดลดลงจาก 53.4 ต่อประชากรหญิงวัยเดียวกัน 1,000 คน ในช่วงปี 2554–2555 เหลือ 21.0 ต่อ 1,000 คน ในปี 2565
ส่วนกลุ่มเด็กหญิงอายุ 10–14 ปี อัตราการคลอดลดลงจาก 1.8 เหลือ 0.8 ต่อประชากรหญิงวัยเดียวกัน 1,000 คน ในช่วงเวลาเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม การตั้งครรภ์ในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปียังคงเป็นประเด็นที่หน่วยงานด้านสาธารณสุขและการศึกษาต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยการศึกษาภาคบังคับ และจำเป็นต้องได้รับการดูแลทั้งด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และสิทธิทางการศึกษา
รายงานเฝ้าระวังปี 2567 พบว่า กลุ่มแม่วัยรุ่นที่เข้าร่วมการสำรวจมีอายุเฉลี่ยเมื่อตั้งครรภ์ครั้งแรก 16.8 ปี และร้อยละ 8.8 ตั้งครรภ์ครั้งแรกขณะอายุต่ำกว่า 15 ปี ขณะที่ร้อยละ 59.9 ระบุว่าไม่ได้ตั้งใจตั้งครรภ์ โดยในกลุ่มที่เป็นนักเรียนหรือนักศึกษา สัดส่วนการตั้งครรภ์โดยไม่ได้ตั้งใจอยู่ที่ร้อยละ 68.5
สำหรับประวัติการตั้งครรภ์ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 91.4 เป็นการตั้งครรภ์ครั้งแรก ส่วนอีกร้อยละ 8.6 เคยตั้งครรภ์มาแล้วตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป
ขณะเดียวกัน ในกลุ่มที่ไม่ได้ตั้งใจตั้งครรภ์ ร้อยละ 77.3 รายงานว่ามีปัญหาจากการคุมกำเนิดผิดพลาดหรือล้มเหลว และร้อยละ 42.1 ระบุว่าไม่ได้เตรียมการป้องกันไว้ก่อน
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การให้ความรู้เรื่องเพศวิถีศึกษา การเข้าถึงบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ และการป้องกันการตั้งครรภ์ซ้ำ เป็นมาตรการสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่กับการดูแลสิทธิทางการศึกษา เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมตามช่วงวัย
กฎหมายคุ้มครองนักเรียนตั้งครรภ์ ห้ามโรงเรียนบังคับให้ออก
สำหรับการดูแลนักเรียนและนักศึกษาที่ตั้งครรภ์ ประเทศไทยมีกฎหมายรองรับสิทธิทางการศึกษาผ่านพระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559 ซึ่งกำหนดให้สถานศึกษาจัดการเรียนการสอนเรื่องเพศวิถีศึกษาให้เหมาะสมกับช่วงวัย พัฒนาครูผู้สอนให้สามารถให้คำปรึกษา และจัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนหรือนักศึกษาที่ตั้งครรภ์ให้ได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง
นอกจากนี้ สถานศึกษาต้องมีระบบส่งต่อเพื่อให้นักเรียนและนักศึกษาเข้าถึงบริการอนามัยการเจริญพันธุ์และสวัสดิการสังคมที่จำเป็น โดยประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ต่อมา กระทรวงศึกษาธิการได้ปรับปรุงกฎกระทรวงกำหนดประเภทของสถานศึกษาและการดำเนินการของสถานศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 เพื่อเพิ่มความชัดเจนในการคุ้มครอสิทธิทางการศึกษาของนักเรียนและนักศึกษาที่ตั้งครรภ์
สาระสำคัญกำหนดให้สถานศึกษาต้องไม่ให้นักเรียนหรือนักศึกษาที่ตั้งครรภ์ออกจากสถานศึกษา เว้นแต่เป็นการย้ายสถานศึกษาตามความประสงค์ของนักเรียนหรือนักศึกษาผู้นั้นเอง พร้อมกำหนดให้มีการจัดรูปแบบการศึกษาที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้เรียนสามารถศึกษาได้อย่างต่อเนื่องระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด
มาตรการดังกล่าวเปิดโอกาสให้สถานศึกษาสามารถวางแผนการเรียนร่วมกับนักเรียนและผู้ปกครองตามความเหมาะสม ทั้งการจัดตารางเรียนที่ยืดหยุ่น การพักการศึกษาตามความจำเป็น และการประสานความช่วยเหลือเพื่อให้เด็กสามารถกลับเข้าสู่การเรียนได้ โดยคำนึงถึงสุขภาพและความต้องการของผู้เรียนเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลกรมอนามัยที่พบว่า นักเรียนในระบบการศึกษาปกติร้อยละ 30.1 หยุดเรียนหรือลาออกระหว่างตั้งครรภ์ และแม่วัยรุ่นร้อยละ 52.6 ของกลุ่มที่เคยเรียนก่อนตั้งครรภ์ไม่ได้เรียนต่อหลังคลอด ทำให้การติดตามช่วยเหลือเด็กหลังคลอดเป็นอีกภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิในสถานศึกษา
ศธ.เดินหน้า Zero Dropout พาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการขับเคลื่อนนโยบายลดปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา ผ่านโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” ภายใต้แนวทาง Zero Dropout โดยให้หน่วยงานทางการศึกษาทั่วประเทศร่วมกันค้นหา ติดตาม และช่วยเหลือเด็กตกหล่นหรือออกกลางคันให้กลับเข้าสู่การเรียนรู้
ข้อมูลจากการติดตามของกระทรวงศึกษาธิการในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ระบุว่า มีเด็กนอกระบบการศึกษาอายุ 6–15 ปี จำนวน 1,025,514 คน โดยสามารถติดตามได้แล้ว 976,334 คน ขณะที่กลุ่มเด็กไทยสามารถติดตามได้ 736,851 คน จากทั้งหมด 767,304 คน คิดเป็นร้อยละ 96.03
การดำเนินงานดังกล่าวให้ความสำคัญกับการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานทางการศึกษาและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อค้นหาสาเหตุที่ทำให้เด็กไม่ได้เรียนหนังสือ พร้อมวางแผนช่วยเหลือให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาของแต่ละบุคคล
สำหรับเด็กที่ไม่สามารถกลับมาเรียนในห้องเรียนตามตารางเวลาปกติได้ กระทรวงศึกษาธิการส่งเสริมการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น โดยเฉพาะแนวทาง “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเข้าถึงการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัยตามความเหมาะสม รวมถึงการนำรูปแบบ Mobile School มาใช้สนับสนุนการเรียนรู้โดยไม่จำกัดสถานที่
แนวทางดังกล่าวเป็นอีกช่องทางสำหรับแม่วัยรุ่นที่ต้องดูแลบุตรหรือเริ่มประกอบอาชีพ โดยสามารถจัดการเรียนให้สอดคล้องกับภาระในชีวิตประจำวัน และลดข้อจำกัดในการกลับเข้าสู่การศึกษาแบบเต็มเวลาตามรูปแบบเดิม
นอกจากนี้ การประสานงานระหว่างสถานศึกษา หน่วยงานด้านสาธารณสุข และหน่วยงานด้านสวัสดิการสังคม ยังมีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือผู้เรียนที่มีข้อจำกัดด้านรายได้ การเดินทาง และการดูแลบุตร เพื่อให้สามารถกลับเข้าสู่การศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง
ยกระดับ Thailand Zero Dropout PLUS เพิ่มทางเลือกการเรียนรู้
กระทรวงศึกษาธิการได้ต่อยอดการดำเนินงานสู่ Thailand Zero Dropout PLUS โดยเพิ่มความร่วมมือระหว่างสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อค้นหาและช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาของแต่ละราย
การดำเนินงานให้ความสำคัญกับเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษานานเกิน 1 ปี รวมถึงเด็กที่ไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษา โดยใช้ข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบการติดตามและวางแผนช่วยเหลือ เพื่อให้เด็กสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ในรูปแบบที่สอดคล้องกับความจำเป็นของตนเอง
สำหรับการจัดการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการส่งเสริมการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นผ่านรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการเรียนในห้องเรียน การเรียนผ่านใบงานหรือสื่อการเรียนรู้ และการเรียนตามความพร้อมของผู้เรียน รวมถึงการจัดการศึกษาโดยศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 และ Mobile School ที่ช่วยเพิ่มช่องทางการเรียนรู้โดยไม่จำกัดเวลาและสถานที่
ขณะเดียวกัน ยังมีการนำระบบธนาคารหน่วยกิต หรือ Credit Bank มาใช้สนับสนุนการสะสมและเทียบโอนผลการเรียนรู้ รวมถึงประสบการณ์จากการทำงาน เพื่อให้ผู้ที่ออกจากระบบการศึกษาไปแล้วสามารถกลับมาเรียนและพัฒนาคุณวุฒิได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
อีกหนึ่งแนวทางคือ Learn to Earn ซึ่งเชื่อมโยงการเรียนรู้กับการประกอบอาชีพ เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนที่มีความจำเป็นด้านรายได้สามารถพัฒนาทักษะและสร้างรายได้ควบคู่กับการศึกษา โดยเฉพาะผู้ที่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตนเองและครอบครัว
สำหรับความคืบหน้าการดำเนินงาน กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า จำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาลดลงจากมากกว่า 1 ล้านคนในปี 2566 เหลือ 603,095 คนในปี 2568 ภายหลังการบูรณาการข้อมูลร่วมกับ 11 หน่วยงานหลัก
พร้อมกันนี้ ยังขยายระบบ OBEC CARE ครอบคลุมสถานศึกษา 28,549 แห่ง และนำแนวทาง “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” ไปใช้ในสถานศึกษานำร่อง 927 แห่ง ครอบคลุม 245 เขตพื้นที่การศึกษา เพื่อเพิ่มช่องทางการเรียนรู้ให้เด็กที่มีข้อจำกัดแตกต่างกัน
การขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout PLUS จึงเป็นอีกกลไกในการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างสถานศึกษา ครอบครัว ชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้เด็กที่ไม่สามารถเรียนในรูปแบบเดิมได้ยังมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาและพัฒนาทักษะสำหรับการประกอบอาชีพในอนาคต
เพิ่มโอกาสแม่วัยรุ่นเรียนต่อหลังคลอด ลดความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา
สำหรับกลุ่มนักเรียนและนักศึกษาที่ตั้งครรภ์ การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นภายใต้นโยบาย Zero Dropout เป็นอีกแนวทางที่สามารถช่วยลดข้อจำกัดในการกลับเข้าสู่การเรียนรู้ โดยเฉพาะเด็กที่ต้องหยุดเรียนระหว่างตั้งครรภ์หรือไม่สามารถกลับมาเรียนตามตารางเวลาปกติหลังคลอดได้
อย่างไรก็ตาม แม่วัยรุ่นมีภาระการดูแลบุตรควบคู่กับการเรียน และบางรายอาจต้องทำงานเพื่อหารายได้เลี้ยงดูครอบครัว ทำให้การจัดตารางเรียนที่ยืดหยุ่นจำเป็นต้องดำเนินการร่วมกับการช่วยเหลือด้านสวัสดิการสังคม การดูแลบุตร การเดินทาง และการเข้าถึงอุปกรณ์หรือสื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสม
ขณะเดียวกัน สถานศึกษายังมีบทบาทสำคัญในการดูแลนักเรียนตั้งครรภ์ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การวางแผนการเรียนระหว่างตั้งครรภ์ การเตรียมความพร้อมก่อนคลอด ไปจนถึงการติดตามและประสานความช่วยเหลือภายหลังคลอดบุตร โดยคำนึงถึงสิทธิ ความเป็นส่วนตัว และความต้องการของผู้เรียนเป็นสำคัญ
ข้อมูลกรมอนามัยปี 2567 ที่พบว่า มีแม่วัยรุ่นเพียงร้อยละ 32.2 ของกลุ่มที่เคยหยุดเรียน ลาออก หรือพักการศึกษาระหว่างตั้งครรภ์ สามารถกลับเข้าสู่การศึกษาหลังคลอดได้ แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการติดตามช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่สัดส่วนแม่วัยรุ่นที่ต้องการกลับไปเรียนในระบบปกติร้อยละ 30.9 ยังเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการวางแผนจัดการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน ทั้งการกลับเข้าสู่สถานศึกษาเดิม การเรียนในรูปแบบยืดหยุ่น และการเทียบโอนผลการเรียนรู้
การดำเนินงานร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานในพื้นที่ จึงมีบทบาทสำคัญในการดูแลเด็กตั้งครรภ์และแม่วัยรุ่นให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การดูแลสุขภาพ การคุ้มครองสิทธิทางการศึกษา ไปจนถึงการสนับสนุนให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบการเรียนรู้และสำเร็จการศึกษา
ทั้งนี้ การติดตามผลนโยบายจำเป็นต้องพิจารณาทั้งจำนวนเด็กที่สามารถเรียนต่อระหว่างตั้งครรภ์ จำนวนผู้ที่กลับเข้าสู่การศึกษาหลังคลอด และจำนวนผู้ที่สำเร็จ
การศึกษา เพื่อให้การดำเนินมาตรการช่วยเหลือสามารถรักษาโอกาสทางการศึกษาของเด็กและเยาวชนได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
