รีเซต

ติวสอบเข้า ป.1 ยังอยู่ แม้กฎหมายห้ามแข่งขันเด็กปฐมวัย 7 ปี

ติวสอบเข้า ป.1 ยังอยู่ แม้กฎหมายห้ามแข่งขันเด็กปฐมวัย 7 ปี
TNN ช่อง16
28 สิงหาคม 2569 ( 10:25 )
1

การแข่งขันเพื่อให้บุตรหลานได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่ผู้ปกครองต้องการ ทำให้เด็กบางส่วนต้องเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่ระดับอนุบาล 3 แม้อายุเพียงประมาณ 5 ขวบ ตั้งแต่การทำแบบฝึกหัด ไปจนถึงการเรียนคอร์สเตรียมสอบที่ในอดีตเคยมีข้อมูลว่าผู้ปกครองจ่ายสูงถึง 160,000 บาท

สถานการณ์ดังกล่าวกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังวันที่ 27 สิงหาคม 2569 มีการเปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการกำชับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน หรือ สช. ให้สถานศึกษาของรัฐและเอกชนทั่วประเทศดำเนินการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยโดยไม่มุ่งเน้นการแข่งขัน

แนวทางดังกล่าวครอบคลุมถึงการไม่ใช้ระบบแพ้-ชนะ ไม่จัดอันดับคะแนน รวมถึงไม่จัดกิจกรรมแข่งขันที่มุ่งชิงเกียรติบัตรหรือถ้วยรางวัลสำหรับเด็กปฐมวัย

กฎหมายกำหนดอะไรเกี่ยวกับการแข่งขันของเด็กปฐมวัย?

หลักสำคัญอยู่ในมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 ซึ่งกำหนดให้การจัดการเรียนรู้ของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยต้องเป็นไปเพื่อเตรียมความพร้อมของเด็ก แต่ต้องไม่เป็นการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการสอบแข่งขันระหว่างเด็กปฐมวัย

กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2562 เท่ากับว่าหลักการดังกล่าวถูกกำหนดไว้ในกฎหมายมานานกว่า 7 ปีแล้ว เมื่อถึงเดือนสิงหาคม 2569

การที่กระทรวงศึกษาธิการออกมากำชับหน่วยงานในสังกัดอีกครั้ง จึงทำให้ประเด็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้และการแข่งขันของเด็กเล็กกลับมาอยู่ในความสนใจ โดยเฉพาะเมื่อการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่โรงเรียนที่มีผู้สมัครจำนวนมากยังพบเห็นได้

คู่มือเตรียมสอบ ป.1 ยังมีในตลาด

หนึ่งในตัวอย่างคือหนังสือและคู่มือเตรียมความพร้อมสำหรับเข้าเรียนชั้น ป.1 โดยเฉพาะโรงเรียนสาธิต ซึ่งยังมีผลิตภัณฑ์ประเภทคู่มือติวเข้มและรวบรวมแนวข้อสอบย้อนหลังหลายปีวางจำหน่าย

เนื้อหาที่ใช้เตรียมความพร้อมมีหลายด้าน ตั้งแต่เชาวน์ปัญญา มิติสัมพันธ์ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ไปจนถึงภาษาไทย ทำให้การเตรียมตัวก่อนเข้าสู่ชั้นประถมศึกษากลายเป็นอีกตลาดหนึ่งที่เกิดขึ้นควบคู่กับการแข่งขันเพื่อเข้าสถานศึกษาที่มีจำนวนผู้สมัครมากกว่าที่นั่ง

หากย้อนกลับไปในปี 2562 ข้อมูลที่ไทยพีบีเอสเคยสำรวจโรงเรียนสาธิตชื่อดังในกรุงเทพฯ จำนวน 3 แห่ง พบว่าโรงเรียนเหล่านี้รับเด็กได้รวมประมาณ 300 คน ขณะที่มีเด็กไม่ได้รับการคัดเลือกมากกว่า 8,000 คน

ในช่วงเดียวกันยังพบข้อมูลคอร์สเตรียมสอบเข้มข้นประมาณ 40 ชั่วโมง มีค่าเรียนประมาณ 40,000-50,000 บาท และในบางกรณีมีข้อมูลว่าผู้ปกครองจ่ายค่าเตรียมสอบสูงถึงประมาณ 160,000 บาท

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขค่าเรียนดังกล่าวเป็นข้อมูลจากช่วงที่ผ่านมา ไม่ใช่อัตราค่าเรียนปัจจุบัน แต่แสดงให้เห็นระดับค่าใช้จ่ายที่เคยเกิดขึ้นจากการเตรียมเด็กก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดเลือก ป.1

สาธิตจุฬาฯ ปี 2569 รับ ป.1 จำนวน 100 คน

สำหรับปีการศึกษา 2569 ประกาศรับนักเรียนของโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม ระบุจำนวนรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 100 คน โดยใช้วิธีประเมินความพร้อม มีค่าธรรมเนียมสมัคร 1,000 บาท และกรณีผู้สมัครมีคะแนนเท่ากันในลำดับสุดท้าย จึงใช้วิธีจับสลากพิจารณาผู้ได้รับสิทธิเข้าเรียน

ประเด็นนี้จำเป็นต้องแยกความหมายระหว่าง “การจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการสอบแข่งขัน” กับ “การคัดเลือกเข้าเรียน” ออกจากกัน

เนื่องจากมาตรา 8 ของ พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 กำหนดหลักเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ โดยไม่ให้มุ่งเน้นการสอบแข่งขันระหว่างเด็กปฐมวัย แต่ไม่ได้บัญญัติให้ยกเลิกกระบวนการคัดเลือกเด็กเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาทั้งหมด

กฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยมีหน้าที่เกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์การรับเด็กเข้าเรียนระดับอนุบาลและประถมศึกษา เพื่อไม่ให้กระบวนการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็ก ขณะเดียวกัน ข้อกำหนดตามมาตรา 8 ไม่ได้มีบทลงโทษทางอาญากำกับไว้โดยตรง

ศธ.มุ่งประเมินพัฒนาการแทนการแข่งขัน

แนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการต้องการให้สถานศึกษานำมาใช้ คือการประเมินเด็กให้เหมาะสมกับช่วงวัย เช่น การสังเกตพฤติกรรม การประเมินทักษะด้านการสื่อสาร ความสามารถในการช่วยเหลือตัวเอง และการพิจารณาจากแฟ้มสะสมผลงาน แทนการมุ่งแข่งขันด้วยคะแนน

พร้อมกันนี้ กระทรวงศึกษาธิการอยู่ระหว่างปรับกรอบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย โดยทำงานร่วมกับกุมารแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพื่อให้การเรียนรู้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กมากขึ้น

ที่นั่งน้อยกว่าผู้สมัคร โจทย์สำคัญของการลดการแข่งขัน

อีกปัจจัยที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน คือจำนวนที่นั่งในโรงเรียนที่ได้รับความนิยม ซึ่งอาจมีน้อยกว่าจำนวนผู้สมัครหลายเท่า เมื่อครอบครัวจำนวนมากต้องการให้บุตรหลานเข้าเรียนในสถานศึกษาเดียวกัน การเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกจึงยังมีโอกาสเกิดขึ้น

โจทย์ของกระทรวงศึกษาธิการหลังจากนี้ จึงอยู่ที่การทำให้หลักการตาม พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 เกิดผลในทางปฏิบัติ พร้อมกับการกำหนดรูปแบบการรับนักเรียนที่เหมาะสมกับพัฒนาการตามวัย

หลังผ่านมากว่า 7 ปี การกำชับครั้งล่าสุดจึงเป็นอีกขั้นตอนของภาครัฐในการลดการเรียนรู้ที่มุ่งการแข่งขันในเด็กปฐมวัย ขณะที่ผลในระยะต่อไปต้องติดตามทั้งการดำเนินการของสถานศึกษา รูปแบบการคัดเลือกเข้า ป.1 และตลาดเตรียมความพร้อมสำหรับเด็กอนุบาลว่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง