รีเซต

ทึ่ง! CK เก็บ BEM 4 พันล. ย้อนราคานี้ตั้งแต่ควบ

ทึ่ง! CK เก็บ BEM 4 พันล. ย้อนราคานี้ตั้งแต่ควบ
ทันหุ้น
21 เมษายน 2569 ( 02:45 )

บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM กำลังถูกผู้ถือหุ้นใหญ่ส่งสัญญาณเก็บหุ้นอย่างหนักหน่วง หลังราคาหุ้นอยู่ในกรอบ “โซนล่าง” ล่าสุด “ทันหุ้น” พบว่านอกจาก “นายปลิว ตรีวิศวเวทย์” ผู้นำตระกูลตรีวิศวเวทย์ จะควักกระเป๋าเก็บหุ้น BEM แล้ว

“บริษัท ช.การช่าง” จำกัด (มหาชน) หรือ CK ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่เองก็ทยอยเก็บหุ้น BEM ตั้งแต่ปี 2568 – 2569 แล้วราว 700 ล้านหุ้น โดยใช้เงินราว 4 พันล้านบาท รายงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) CK ถือครองหุ้น BEM ทั้งสิ้น 6,459,449,984 หุ้น หรือราว 42.26% จากปี 2568 ที่ถือหุ้น 5,799,476,684 หุ้น หรือ 37.94%

หากลองประเมินถึงการที่ CK ตัดสินใจเข้าเก็บหุ้น BEM กว่า 1.51 พันล้านหุ้นครั้งนี้ จะพบว่า เนื่องจากราคาซื้อ - ขายบนกระดานเคลื่อนไหวใน “โซนล่าง” ยังไม่สะท้อนอนาคตของ BEM ที่กำลังก้าวเข้าสู่การเติบโตครั้งใหม่ และถ้ามองย้อนกลับไปช่วงก่อนหน้า ราคาหุ้นที่ระดับ 5 บาทต้นๆ นี้ ถือเป็นราคาที่สุดต่ำตั้งแต่ช่วงการควบรวมระหว่างรถไฟฟ้า BMCL กับทางด่วน BECL ตั้งแต่ปี 2558-2559 แต่ ณ ปัจจุบัน BEM มีผลงานที่ดี และกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อ ก้าวสู่การเติบโตขึ้นมาอย่างมาก

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุ ราคาหุ้น BEM ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 5.20 บาท ปรับตัวลดลงมาจากช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ที่เคลื่อนไหวประมาณ 6.30 บาท หรือลดลงมาประมาณ 20-25% และหากอิงค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี พบว่า Forward PE และ Price to Book (P/BV) เคลื่อนไหวใกล้ระดับ -2 SD (Standard Deviation) สะท้อนระดับมูลค่าที่อยู่ในช่วงต่ำอย่างมีนัยสำคัญ

ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นดังกล่าว สวนทางปัจจัยพื้นฐาน – ศักยภาพ และโครงสร้างธุรกิจของ BEM ที่มีความสามารถทนทานต่อปัจจัยลบภายนอก (Resilience) ซึ่งโครงสร้างธุรกิจของ BEM ที่ช่วยกระจายความเสี่ยง (Natural Hedge) เนื่องจากมีทั้งธุรกิจทางด่วนและรถไฟฟ้าที่ช่วยเกื้อหนุนกัน

โดยเมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น แม้จะส่งผลให้จำนวนผู้ใช้ทางด่วนลดลง ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่า ทุกๆ 10% ของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ยอดใช้ทางด่วนลดลงประมาณ 1.7% แต่ในขณะเดียวกัน จะมีผู้หันมาใช้รถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันที่ประมาณ 1.7-1.8% ทำให้รายได้ทั้ง 2 ส่วนสามารถชดเชย (Offset) กันเอง ทั้งยังมีรายได้จากธุรกิจบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ และรายได้จากเงินลงทุนที่เข้ามาช่วยสร้างการเติบโตให้กับรายได้รวมอีกด้วย

นอกจากนี้ BEM มีสัดส่วนรายได้จากการเดินทางท่องเที่ยว ของนักท่องเที่ยวต่างชาติคิดเป็นเพียงประมาณ 10% ของจำนวนผู้โดยสารทั้งหมด ดังนั้นหากภาคการท่องเที่ยวซบเซา จะส่งผลกระทบต่อ BEM ไม่มากนัก จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 10.31 บาท ยังไม่รวม โอกาสในการรับรู้งานโครงการ Double Deck อีกราว 1 บาท

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศเทศ) จำกัด คาดการณ์ผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/2569 มีแนวโน้มเติบโตราว 1-3% YoY สอดคล้องกับจำนวนผู้โดยสาร (Traffic) ในระบะรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินช่วงเดือนมกราคม – มีนาคมที่มีแนวโน้มเติบโต 1-3% YoY แม้ว่าช่วงไตรมาส 1/2568 จะมีสถิติที่เติบโตเป็นพิเศษจากนโยบายขึ้นรถไฟฟ้าฟรี (เพื่อลดผลกระทบ PM 2.5) เช่นเดียวกันผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2/2569 ที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง YoY จากฐานต่ำเนื่องจากสถานการณ์แผ่นดินไหว และจะมีรายได้จากเงินลงทุนเข้ามาหนุน

สำหรับราคาหุ้นปัจจุบันที่เคลื่อนไหวในกรอบ 5.20 บาท ประเมินอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่ระดับประมาณ 3% ซึ่งเป็นระดับที่น่าสนใจ อีกทั้งบริษัทยังมีศักยภาพในการเติบโตที่โดดเด่น (Growth) หลังการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรม – มีนบุรี ในปี 2571 เป็นต้นไป ทั้งยังมีรายได้เงินปันผลที่ BEM ไปลงทุนในบริษัทอื่น เช่น TTW และ CKP ซึ่งสร้างรายรับรวมกันประมาณ 250-300 ล้านบาทต่อปีทำให้ BEM มีฐานรายได้ที่มั่นคง จึงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 10.50 บาท

ข่าวที่เกี่ยวข้อง