"เปิดปม-เกณฑ์" คุมเข้มเทรดทอง ดูแลค่าบาท

ในช่วงที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทแข็งค่าค่อนข้างมาก โดยในปี 2568 แข็งค่าถึงร้อยละ 8.2 แซงหน้าสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค และเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา เงินบาทก็ยังแข็งค่าขึ้นหลุดระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์มาแตะที่ระดับ 30.86 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งแข็งค่าที่สุดในรอบ 4 ปี 10 เดือนครั้งใหม่ (นับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2564) หลังจากราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งขึ้นทำ All-time high ทะลุระดับ 5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า
ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาชี้แจงว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าเงินบาทแข็ง มาจากหลายปัจจัยทั้งการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เงินทุนเคลื่อนย้ายที่เข้ามาลงทุนในพันธบัตรและหุ้นไทย รวมถึงราคาทองคำที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงการเข้าดูเสถียรภาพค่าเงินของธปท. แต่ในระยะหลัง ธปท.ระบุว่าสาเหตุที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นมากกว่าที่ควรจะเป็น มีสาเหตุจากการซื้อขายทองคำที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยในบางช่วง โดยจากการรวบรวมข้อมูลของธปท.พบว่า มูลค่าการซื้อขายทองคำในระยะหลังและในบางวันมีมูลค่าสูงกว่าการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
โดยในปี 2568 การซื้อขายทองคำเฉลี่ยอยู่ที่ 76,398 ล้านบาท ขณะที่การลงทุนในหุ้นมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยอยู่ที่ 41,335 ล้านบาท แต่บางวันการซื้อขายทองคำสูงสุดถึง 337,779 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการซื้อหุ้นมีมูลค่าสูงสุดที่ 74,437 ล้านบาท จะเห็นว่าธุรกรรมซื้อขายทองคำระยะหลังสูงขึ้นและคึกคักมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้รายได้ของผู้ค่าทองคำรายใหญ่ (15 บริษัทซึ่งครอบคลุมการซื้อขายทองคำผ่านออนไลน์ทั้งหมด)ในปี 2568 เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 55 ของ GDP จากปี 2567 มีรายได้อยู่ที่ร้อยละ 39 ของ GDP
นางสาว พิมพ์พันธ์ เจริญขวัญ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อธิบายกลไกการซื้อขายทองคำที่ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาท โดยยกตัวอย่างกรณีเงินบาทแข็งค่าขึ้นว่า มาจากคนไทยนิยมขายทองในช่วงราคาทองขึ้น ทำให้ร้านทองก็ต้องดำเนินการ โดยเมื่อรับซื้อทองคำจากลูกค้ามาแล้วจะนำไปขายต่อให้คู่ค้าทองคำในต่างประเทศ ได้รับเงินดอลลาร์เข้ามา ก็ต้องนำดอลลาร์ไปขายเพื่อซื้อเงินบาทกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อนำสภาพคล่องเงินบาทไปชำระให้ลูกค้า
"ในช่วงที่ร้านค้าทองขายดอลลาร์ ซื้อเงินบาทกับธนาคารพาณิชย์ เป็นจังหวะที่กดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นซ้ำเติมจากเงินบาทแข็งค่าอยู่แล้วเงินดอลลาร์อ่อนในทางกลับกันก็ทำให้เงินบาทอ่อนค่าได้ เนื่องจากเมื่อราคาทองลง ลูกค้ามักแห่ไปซื้อทอง ร้านทองก็จะไปดำเนินการซื้อทองจากต่างประเทศมาส่งมอบ โดยต้องนำเงินบาทไปขายเพื่อซื้อดอลลาร์นำไปชำระค่าทองที่ซื้อในต่างประเทศ จังหวะนี้ก็จะกดดันทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้
"จะเห็นว่าการซื้อขายทองคำทำให้เงินบาทผันผวนทั้งสองด้าน คือทั้งด้านแข็งค่าและอ่อนค่า"
ทั้งนี้ ธปท.พบว่าธุรกรรมการซื้อขายสุทธิเงินตราต่างประเทศของร้านทองปรียบเทียบกับกลุ่มผู้เล่นกลุ่มต่างๆ โดยดึงช่วงที่เงินบาทแข็งอย่างมีนัยในช่วงต่างๆ ของปี 2568 ทำให้เห็นว่า ในช่วงที่กลุ่มร้านทองมีการขายสุทธิเงินตราต่างประเทศเป็นสัดส่วนที่ใหญ่เมื่อเทียบกับการขายเงินดอลลาร์ในช่วงนั้นทั้งหมดของกลุ่มต่างๆ โดยบางช่วงมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 40 บางช่วงร้อยละ 60 ก็จะเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงจังหวะนั้นด้วย
จากข้อมูลข้างต้น ทำให้ธปท. ต้องเข้ามาการกำกับดูแลการทำธุรกรรมการซื้อขายทองคำในแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อลดผลกระทบต่อค่าเงินบาท ซึ่งมาตรการที่ธปท.ดำเนินการเน้นกำกับดูแลให้ตรงจุด เพิ่มความโปร่งใส และที่สำคัญต้องไม่กระทบในวงกว้าง
โดยธปท.ได้ออกมาตรการกำหนดการซื้อขายทองคำสกุลเงินบาทในแพลตฟอร์มออนไลน์เท่านั้น ซึ่งมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 35 ของมูลค่าการซื้อขายทองคำทั้งหมด และยกระดับมาตรฐานการทำธุรกรรมซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ส่วนการซื้อขายทองคำสกุลเงินดอลลาร์ในแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 50 ของมูลค่าการซื้อขายทองคำทั้งหมดนั้น ส่วนนี้ไม่มีผลกระทบต่อค่าเงินบาท ธปท.จึงยังสนับสนุนต่อเนื่องเพื่อเป็นทางเลือก สำหรับการซื้อขายทองคำผ่านหน้าร้านทองทั่วไปมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 15 ของมูลค่าการซื้อขายทองคำทั้งหมดสามารถดำเนินธุรกรรมได้ตามปกติ
สำหรับรายละเอียดมาตรการกำหนดวงเงินการซื้อหรือขายทองคำนั้น ธปท.กำหนดให้การซื้อหรือขายทองคำต้องไม่เกินด้านละ 50 ล้านบาท/คน/ วัน /แพลตฟอร์ม โดยจะมีผลเฉพาะกับการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มที่ชำระเป็นสกุลบาทเท่านั้น ไม่ครอบคลุมการซื้อขายทองคำที่ชำระเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ การซื้อขายผ่านร้านทองทั่วไป รวมถึงการซื้อบนแพลตฟอร์มที่มีลักษณะออมทอง (ที่ไม่สามารถขายได้) หรือการซื้อขายในศูนย์ซื้อขายสัญญาล่วงหน้า (TFEX))
นอกจากนี้ มาตรการกำหนดวงเงินซื้อขายทองคำดังกล่าว บังคับใช้เฉพาะลูกค้าทั่วไปที่ซื้อขายในแพลตฟอร์มออนไลน์สกุลเงินบาท ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจทองคำหรือผู้ผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับทองคำ เช่น ทำเกี่ยวกับจิวเวลรี่ จะไม่ถูกจำกัดวงเงินการซื้อขายทองคำ
อย่างไรก็ดี ลูกค้ามี stock ทองในระบบ หรือถือทองคำมูลค่ามากกว่า 50 ล้านบาท ณ สิ้นวันที่ 30 มกราคม 2569 จะสามารถขายทองคำตามจำนวนที่มีอยู่เดิมได้ โดยไม่จำกัดระยะเวลาในการขาย ดังนั้นไม่ต้องรีบขาย
ตัวอย่างเช่น ลูกค้ามี stock ทองคำหรือถือทองคำมูลค่า 200 ล้านบาท ณ สิ้นวันที่ 30 มกราคม 2569 ถ้าทองราคาขึ้นแล้วต้องการจะขายทองคำทั้งหมด 200 ล้านบาทภายใน 1 วันก็สามารถทำได้ หรือจะถือไว้ขายภายหลังก็ได้ เพราะไม่จำกัดเวลา โดยสามารถขายได้เกิน 50 ล้านบาทจนกว่า stock ที่ถืออยู่จะหมดไป แต่หลังจากนั้นจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดการซื้อขายด้านละไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อคนต่อวันต่อแพลตฟอร์ม
ส่วนการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์ม (ทั้งสกุลบาทและดอลลาร์) เพื่อมุ่งหวังยกระดับการทำธุรกรรม และเพิ่มความโปรงใส ได้แก่ (1) ห้ามใช้บัญชีบุคคลอื่นในการรับจ่ายเงินแทน (2) ให้ชำระเงินด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ห้ามรับจ่ายด้วยเงินสด (3) ให้ชำระเงินเต็มจำนวนโดยห้ามรับจ่ายเฉพาะส่วนต่าง หรือห้ามทำ net settlement (4) ต้องรับมอบทองคำด้วยตนเอง และไม่สามารถโอนทองคำให้แก่ผู้อื่น (5) การขายทองคำจะต้องมีทองคำที่ชำระเงินครบถ้วนแล้วในแพลตฟอร์มก่อนเท่านั้น หรือ ห้าม short sell
นอกจากนี้ ธปท. ยังกำหนดให้รายงานธุรกรรมทองคำ โดยร้านค้าทองที่มีมูลค่ารวมของการซื้อขายทองคำในประเทศเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังตามปีปฏิทินตั้งแต่ 10,000 ล้านบาทต่อปี หรือเทียบเท่าตามอัตราตลาด จะต้องรายงานภาพรวมมูลค่าการซื้อขายทองคำรายวัน การซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีปริมาณสูง หรือเกิน 20 ล้านบาทขึ้นไป รวมถึงการรับมอบทองคำที่ซื้อจากแพลตฟอร์มออนไลน์
นอกจากนี้ ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นหรือเห็นสมควร ธปท.อาจเรียกให้ร้านค้าทองคำรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทองคำเพิ่มเติมตามแต่ละกรณีได้ รวมถึงตรวจสอบและดูแลให้การรายงานข้อมูลดังกล่าวเป็นไปโดยถูกต้องครบถ้วน รวมทั้งเก็บข้อมูลและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทองคำไว้ไม่น้อยกว่า 3 ปี เพื่อให้เจ้าพนักงานตรวจสอบเมื่อต้องการ ทั้งนี้เรื่องการรายงานข้อมูลเริ่มมีผลใช้บังคังตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
สำหรับมาตรการจำกัดวงเงินซื้อขายทองคำ และกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เนื่องจากต้องให้เวลาร้านค้าทองปรับระบบการเพื่อรองรับการซื้อขายที่จำกัดวงเงินและเงื่อนไขอื่นๆที่ต้องดำเนินการตามที่ธปท.กำหนด
สำหรับการดำเนินการอื่นๆ ของ ธปท. เพื่อลดผลกระทบต่อค่าเงินบาท ได้แก่
1. สั่งการให้ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดการเรียกเอกสารและตรวจเอกสารก่อนรับทำธุรกรรมซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ( FX) ที่เกี่ยวข้องกับทองคำ และตรวจสอบการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำของธนาคารพาณิชย์ ตามแนวปฏิบัติที่ ธปท. กำหนด
2. ยกระดับการตรวจสอบธุรกรรม FX ขาเข้าประเทศให้เข้มข้นมากขึ้น โดยให้เรียกเอกสารประกอบการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศสำหรับทุกธุรกรรมที่มีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเทียบเท่าขึ้นไป เพื่อลดแรงกดดันด้านแข็งค่าของเงินบาทและป้องกันการนำเงินเข้าประเทศที่ไม่พึงประสงค์หรือไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจปกติ
3. ขยายวงเงินรายได้ที่ไม่ต้องนำกลับเข้าประเทศของผู้ส่งออก (repatriation) จาก 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อครั้ง เพื่อให้ผู้ส่งออกสามารถบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศได้โดยไม่ต้องแลกเป็นเงินบาท
4. จำกัดธุรกรรมขาเข้าของผู้ประกอบธุรกิจ Money changer หรือร้านรับแลกเงินที่ได้รับอนุญาต โดยปรับลดวงเงินกรณีลูกค้าขาย FX เป็น 800,000 บาทต่อวันต่อรายลูกค้า จากเดิมไม่จำกัดวงเงิน
ทั้งนี้ ธปท.คาดหวังว่ามาตรการที่ออกมาทั้งหมดนั้น จะช่วยลดผลกระทบค่าเงินบาท และจะช่วยสกัดเงินเทาที่กัดกร่อนเศรษฐกิจไทยได้ด้วย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
