บลจ.จิตตะเวลธ์หนุนTISA โมเดลเปลี่ยนเกมการออม

#ทันหุ้น-บลจ.จิตตะ เวลธ์ ขานรับแนวคิด TISA เชื่อเป็นกุญแจสำคัญฟื้นฟูตลาดหุ้น พร้อมชี้จุดเด่น TISA คือการ "ปลดล็อก" ศักยภาพนักลงทุนไทย ให้มีอิสระในการเลือกสินทรัพย์ ปรับพอร์ตได้ตามใจ และสร้างวินัยการออมเพื่อการเกษียณอย่างแท้จริง
นายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จิตตะ เวลธ์ จำกัด กล่าวว่า แนวคิดการผลักดันโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล (TISA: Thailand Individual Savings Account) หากโครงการนี้เกิดขึ้นได้จริง จะถือเป็น "Game Changer" ครั้งสำคัญของตลาดทุนไทย เพราะไม่ใช่แค่การเพิ่มทางเลือกในการลดหย่อนภาษีเท่านั้น แต่คือการยกระดับโครงสร้างการลงทุนของคนไทยทั้งระบบ
ทั้งนี้ บลจ.จิตตะ เวลธ์ เห็นประโยชน์ 3 ประการ ที่นักลงทุนจะได้รับประโยชน์สูงสุด ประการแรก ปลดล็อกอิสระทางภาษี เหนือกว่ากองทุนลดหย่อนแบบเดิม เพราะโมเดล TISA คือการให้อิสระแก่นักลงทุน ซึ่งแตกต่างจากกองทุนลดหย่อนภาษีที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น SSF, RMF หรือ ThaiESG ที่มักมีข้อจำกัดเรื่องนโยบายการลงทุนที่ตายตัว
"TISA จะเข้ามาอุดช่องว่างตรงนี้ โดยเปิดโอกาสให้นักลงทุนใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับสินทรัพย์ที่หลากหลายขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กองทุนรวมประเภทใดประเภทหนึ่ง แต่เปิดกว้างให้เลือกสินทรัพย์ได้เองตามความต้องการ ซึ่งจะช่วยจูงใจให้คนรุ่นใหม่ หรือนักลงทุนที่ต้องการทางเลือกหันมาสนใจการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีมากขึ้น”
ประการถัดมา สามารถกำหนดกลยุทธ์การลงทุนได้เอง เลือกสินทรัพย์และจัดสัดส่วน ให้ตอบโจทย์ความเสี่ยงเฉพาะบุคคล ทำให้มีความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ต ภายใต้วงเงินที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี และจะจัดสรรน้ำหนักการลงทุน (Asset Allocation) ให้เหมาะสมกับสไตล์การลงทุนของตนเองมากที่สุด
"เพราะนักลงทุนแต่ละคนมีเป้าหมายและระดับการยอมรับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน TISA จะเข้ามาช่วยเอื้อให้เราสามารถออกแบบหน้าตาของพอร์ตลงทุนให้มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสินทรัพย์รายตัว หรือการกำหนดสัดส่วนระหว่างหุ้น ให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่เรารับไหวอย่างแท้จริง ทำให้เงินลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีก้อนนี้ กลายเป็นพอร์ตลงทุนที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ถือครองจริงๆ”
ประการสุดท้ายสร้างรากฐานเกษียณสุข เพราะการออมและการลงทุนระยะยาวไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น 'ทางรอด' ในการวางแผนเกษียณของคนไทย กลไกของ TISA จะเอื้อให้เกิดการลงทุนอย่างสม่ำเสมอและถือครองในระยะยาว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความมั่งคั่งแบบทบต้น (Compound Interest) ช่วยให้คนไทยมีเงินก้อนที่เพียงพอสำหรับดูแลตัวเองในยามเกษียณ ลดภาระการพึ่งพารัฐในอนาคต
อย่างไรก็ตาม นายตราวุทธิ์ ทิ้งท้ายด้วยข้อคิดสำคัญจากโมเดลต้นแบบอย่างญี่ปุ่น (NISA) ว่า การดึงเม็ดเงินเข้าตลาดหุ้นจะได้ผลยั่งยืน ก็ต่อเมื่อ "คุณภาพ" ของบริษัทจดทะเบียนดีขึ้นควบคู่กันไป "ญี่ปุ่นไม่ได้ใช้แค่ NISA เพื่อดึงเงินฝากดอกเบี้ยต่ำเข้าตลาดหุ้น แต่รัฐบาลในยุคนั้นผลักดัน Corporate Governance Code อย่างเข้มข้น บังคับให้บริษัทจดทะเบียนเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินสด จ่ายปันผล และเน้นสร้างมูลค่าหุ้น (Shareholder Value) จนทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นและกล้ากลับมาลงทุน
"ดังนั้น หากประเทศไทยจะผลักดัน TISA ให้สำเร็จ เราต้องทำสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือการให้อิสระและสิทธิประโยชน์แก่ผู้ลงทุนผ่าน TISA เพื่อสร้างเม็ดเงินใหม่ แต่อีกด้านหนึ่ง ภาครัฐและตลาดหลักทรัพย์ ต้องร่วมมือกันยกระดับธรรมาภิบาล ทำให้บริษัทจดทะเบียนไทยเติบโต แข็งแกร่ง และ 'น่าถือ' ในระยะยาว เมื่อองค์ประกอบทั้งฝั่งนโยบาย ฝั่งนักลงทุน และฝั่งบริษัทจดทะเบียนสมบูรณ์ ตลาดหุ้นไทยจะฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน และคนไทยจะมีสุขภาพทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง"
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
