IRPC โชว์ EBITDA ปี 68 โตเฉียด 40% รับอานิสงส์บาทแข็ง

#ทันหุ้น #2026 #SET #IRPC โชว์ EBITDA ปี 68 โตเฉียด 40% รับอานิสงส์บาทแข็ง
บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) บริษัทฯ ขอนำส่งงบการเงินเฉพาะบริษัทและงบการเงินรวม สำหรับงวด 3 เดือน และสำหรับปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีอิสระ และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการตรวจสอบและคณะกรรมการของบริษัทฯ แล้ว
สำหรับปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสุทธิ จำนวน 232,671 ล้านบาท ลดลง 49,040 ล้านบาท หรือ 17% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยลดลง 14% ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลง และปริมาณขายลดลง 3% สำหรับธุรกิจปิโตรเลียมมีกำไรขั้นต้นจากการกลั่นตามราคาตลาด (Market Gross Refining Margin: Market GRM) ที่เพิ่มขึ้นจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม โดยหลักจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กลุ่มน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานเทียบกับราคาน้ำมันเตาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันเตาปรับตัวลดลง ประกอบกับส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นจากความกังวลด้านอุปทานซึ่งได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างประเทศรัสเซียกับประเทศยูเครน ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมีมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาดของกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี (Market Product to Feed: Market PTF) ลดลงเล็กน้อย จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง ตามสภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงซบเซาและอุปทานที่ยังมีปริมาณมาก ในขณะที่กลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภคมีกำไรขั้นต้นคงที่จากการขายไฟฟ้าและไอน้ำ ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาด (Market GIM) อยู่ที่ 21,549 ล้านบาท หรือ 8.82 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับปี 2567
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำมันดิบในปี 2568 ได้รับปัจจัยกดดันหลักจากมาตรการทางภาษีของประเทศสหรัฐฯ ต่อประเทศคู่ค้า และอุปทานน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มโอเปกและพันธมิตร (โอเปกพลัส) ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวลดลงจากปีก่อน ทำให้เกิดขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 3,382 ล้านบาท หรือ 1.38 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และขาดทุนจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมันที่เกิดขึ้นจริง (Realized Oil Hedging) 71 ล้านบาท หรือ 0.03 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่บริษัทฯ บันทึกการกลับรายการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่ได้รับ (กลับรายการ NRV) 125 ล้านบาท หรือ 0.05 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากรายการดังกล่าว บริษัทฯ บันทึก Net Inventory Loss รวม 3,328 ล้านบาท หรือ 1.36 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตทางบัญชี (Accounting GIM) จำนวน 18,221 ล้านบาท หรือ 7.46 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับปี 2567
จึงทำให้บริษัทฯ มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 6,204 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,728 ล้านบาท จากปีก่อน โดยในปี 2568 บริษัทฯ บันทึกกำไรจากการทำสัญญาอนุพันธ์ทางการเงิน 271 ล้านบาท เป็นผลจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับปีก่อนที่บันทึกขาดทุน 5 ล้านบาท รวมทั้งบันทึกกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมัน 205 ล้านบาท เนื่องจากส่วนต่างของราคาผลิตภัณฑ์ปรับเพิ่มขึ้น และมีกำไรจากการด้อยค่าและจำหน่ายทรัพย์สิน 668 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการกลับรายการด้อยค่าเงินลงทุนของบริษัท อูเบะ เคมิคอลส์ (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่บันทึกขาดทุน 553 ล้านบาท จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ในปี 2568 บริษัทฯ บันทึกผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 3,571 ล้านบาท น้อยกว่าปี 2567 ที่ 31%
สำหรับไตรมาส 4/2568 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสุทธิ 55,707 ล้านบาท ลดลง 2,231 ล้านบาท หรือ 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยลดลง 5% ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลง ขณะที่ปริมาณขายเพิ่มขึ้น 1% สำหรับธุรกิจปิโตรเลียมมี Market GRM ที่เพิ่มขึ้นจากส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลเทียบกับราคาน้ำมันดิบดูไบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศรัสเซียกับประเทศยูเครน นอกจากนี้ ธุรกิจปิโตรเคมีมี Market PTF เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอะโรเมติกส์ที่ปรับเพิ่มขึ้น จากความต้องการใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตพาราไซลีน (PX) ที่สูงขึ้น ในขณะที่กลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภคมีกำไรขั้นต้นคงที่จากการขายไฟฟ้าและไอน้ำ ส่งผลให้บริษัทฯ มี Market GIM อยู่ที่ 6,951 ล้านบาท หรือ 11.56 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 27% จากไตรมาส 3/2568
.
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำมันดิบในไตรมาส 4/2568 ได้รับปัจจัยกดดันหลักจากโอเปกพลัสที่มีมติเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบลดลงจากไตรมาสก่อน ทำให้เกิดขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 1,918 ล้านบาท หรือ 3.19 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล การปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่ได้รับ (NRV) 79 ล้านบาท หรือ 0.13 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และขาดทุนจาก Realized Oil Hedging 446 ล้านบาท หรือ 0.74 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากรายการดังกล่าว บริษัทฯ บันทึก Net Inventory Loss รวม 2,443 ล้านบาท หรือ 4.06 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้บริษัทฯ มี Accounting GIM จำนวน 4,508 ล้านบาท หรือ 7.50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 25% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568
จึงทำให้บริษัทฯ มี EBITDA จำนวน 1,356 ล้านบาท ลดลง 1,673 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568 โดยในไตรมาส 4/2568 บริษัทฯ มีต้นทุนทางการเงินสุทธิจำนวน 498 ล้านบาท ลดลง 131 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เนื่องจากดอกเบี้ยรับเพิ่มขึ้น มีกำไรจากการด้อยค่าและจำหน่ายทรัพย์สิน 243 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากกำไรจากการจำหน่ายทรัพย์สิน เพิ่มขึ้น 26 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ประกอบกับบริษัทฯ บันทึกกำไรจากการลงทุน 266 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 83% จากไตรมาสก่อน จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ในไตรมาส 4/2568 บริษัทฯ บันทึกผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 574 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568 ที่บันทึกกำไรสุทธิ 340 ล้านบาท
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 187,383 ล้านบาท มีหนี้สินรวม 121,393 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 65,990 ล้านบาท
.
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
