KCGยังไหวตรึงราคาสินค้า มั่นใจเป้าเดิมโตHigh Single Digit

#KCG #ทันหุ้น – KCG ทิศทางผลงานไตรมาส 1/2569 ยังเติบโตตามแผน ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทั้งราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ เม็ดพลาสติกและกล่องเหล็ก เพราะมีสัดส่วนที่น้อย ซึ่งบริษัทยังคงสามารถตรึงราคาสินค้าไว้ได้จนถึงสิ้นไตรมาส 2/2569 และรอประเมินสถานการณ์อีกครั้ง โดยได้ทำล็อกต้นทุนราคาวัตถุไว้เรียบร้อยแล้ว ยังคงเป้าหมายการเติบโตทั้งปี 2569 แบบ High Single Digit
นางกนกวรรณรัตน์ ศรีมณีศิริ รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานบัญชีและการเงิน บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารและขนมตะวันตก (Western foods) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเริ่มรับรู้รายได้จากโรงงานเนยแห่งใหม่ ที่มีการขยายกำลังการผลิตโรงงานเนยเป็น 23,000 ตันต่อปี เพิ่มขึ้น 25% จากเดิม 18,000 ตันต่อปี ในส่วนทิศทางไตรมาส 2/2569 คาดว่ายังคงเติบโตได้ตามแผน ขณะที่ยังมีความกังวลในช่วงครึ่งปีหลัง หากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้นรวมถึงภาพรวมเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว
ทั้งนี้จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบหลักต่อราคาน้ำมัน มีผลกระทบต่อบริษัทน้อยมาก เนื่องจากค่าขนส่งที่ใช้รถของบริษัทมีสัดส่วนเพียง 2.5% ของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ซึ่งทุกๆ การปรับขึ้นของราคาน้ำมัน 10 บาท จะกระทบต่อค่าใช้จ่าย SG&A ประมาณ 0.39 - 0.4%
ขณะเดียวกันแม้ค่าระวางเรือจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ต้นทุนส่วนนี้คิดเป็นเพียง 1% กว่าๆ ของราคาสินค้านำเข้าทั้งหมด หากค่าระวางเรือเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จะกระทบต้นทุนรวมเพียงแค่ประมาณ 3% เท่านั้น
*ต้นทุนพลาสติกไม่กระทบ
ขณะที่ในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมนี้ บริษัทยังไม่มีแผนที่จะปรับขึ้นราคาสินค้า เนื่องจากยังมีสต๊อกสินค้าเก่าที่ต้นทุนยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก คาดว่าจะสามารถตรึงราคาสินค้าไว้ได้จนถึงสิ้นไตรมาส 2/2569 ซึ่งบริษัทยังเฝ้าสังเกตการณ์สถานการณ์ตลาดและคู่แข่งอย่างใกล้ชิด หากพบว่าผู้เล่นรายอื่นในตลาดมีการปรับขึ้นราคากันเป็นจำนวนมาก บริษัทจึงจะนำเรื่องนี้มาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
ทางด้านต้นทุนเม็ดพลาสติกที่ใช้ทำซองและถาดบรรจุภัณฑ์มีการปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉลี่ยภาพรวมเพิ่มขึ้นประมาณ 20% บางรายการอาจสูงถึง 60-80% แต่เป็นส่วนน้อย ซึ่งในปี 2568 บริษัทมียอดซื้อบรรจุภัณฑ์พลาสติกประมาณ 160 ล้านบาท จากต้นทุนขายรวมกว่า 6,000 ล้านบาท ดังนั้นการปรับขึ้นของราคาพลาสติกกระทบต่อกำไรขั้นต้นเพียงประมาณ 0.3% กว่าๆ ถือเป็นตัวเลขที่บริษัทยังสามารถบริหารจัดการได้
ในส่วนกล่องเหล็กปัจจุบันราคายังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้น และทางบริษัทยังมีสต๊อกของเดิมอยู่ โดยปัจจุบันมีการล็อกราคาไว้ และยังมีสินค้าครอบคลุมความต้องการไปจนถึงเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตามได้มีการติดต่อและประสานงานกับซัพพลายเออร์ไว้เรียบร้อยแล้ว เพื่อเตรียมการรับมือกับความผันผวน
*ล็อกราคาวัตถุดิบแล้ว
นอกจากนี้บริษัทมีการใช้กลยุทธ์ล็อกราคาล่วงหน้า เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาตลาดโลก โดย Butter Oil หรือน้ำมันเนย มีสัดส่วนประมาณ 14% ของต้นทุนวัตถุดิบทั้งหมด บริษัทได้ทำการล็อกราคาไว้แล้วจนถึงไตรมาส 3/2569 ซึ่งก่อนหน้านี้ราคา Butter Oil ในตลาดโลกมีการปรับตัวลดลง ทำให้บริษัทสามารถล็อกต้นทุนในราคาที่ถูก
ส่วนชีสที่มีสัดส่วนประมาณ 10.4% ของต้นทุนวัตถุดิบ บริษัทได้ทำการล็อกราคาล่วงหน้าไปจนถึงสิ้นปี 2569 เรียบร้อยแล้ว ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบหากราคาชีสในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ขณะที่น้ำมันปาล์ม หรือ Palm Oil มีสัดส่วนการใช้ประมาณ 7-8% ปัจจุบันราคาอาจได้รับผลกระทบจากการนำไปผสมเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น โดยบริษัทเลือกที่จะไม่ซื้อสินค้าล่วงหน้าในปริมาณมาก เพราะรอช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่ได้ราคาถูกลง
*โตตามเป้าเดิม
อย่างไรก็ดีบริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตในปีนี้ไว้ที่หลักเดียว (High Single Digit) และจะมีการทบทวนเป้าหมายอีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งในครึ่งปีแรกคาดว่าจะยังรักษาการเติบโตไว้ได้ที่ระดับ High Single Digit โดยตั้งเป้าหมายยอดขายที่มาจากสินค้าใหม่ไว้ที่ประมาณ 200 ล้านบาท จะกระจายอยู่ในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์นม, ส่วนผสมเบเกอรี่และกลุ่มบิสกิต โดยอาจจะเน้นหนักไปทางกลุ่มผลิตภัณฑ์นมเป็นหลัก
อีกทั้งยังเริ่มขยายผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยยอดขายออนไลน์มีการเติบโตที่โดดเด่นมาก ในบางเดือนเติบโต (Triple Digit) ซึ่งคาดว่าสัดส่วนยอดขายออนไลน์จะเพิ่มขึ้นมากกว่า 2% ในปีนี้จาก 1.8% ในปีที่แล้ว เป็นการเติบโตจากฐานต่ำ รวมถึงเตรียมตัวไปสู่การพัฒนาเว็บไซต์ .com (ดอทคอม) เป็นของตัวเองเพื่อลดการพึ่งพาช่องทางออนไลน์อื่นๆ ที่ต้องเสียค่าธรรมเนียม โดยคาดหวังว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนในช่วงปลายปีนี้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
