รีเซต

โจทย์ท้าทายแก้ราคา "พริกแพง" 400 บาท "มะพร้าวถูก" ลูกละ 2 บาท

โจทย์ท้าทายแก้ราคา "พริกแพง"  400 บาท "มะพร้าวถูก" ลูกละ 2 บาท
TNN ช่อง16
13 กุมภาพันธ์ 2569 ( 16:08 )
9

พริก ถือเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย มีมูลค่าตลาดในประเทศกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี ไทยผลิตพริกได้เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากอินเดีย พันธ์ที่นิยมปลูกก ได้แก่ พริกจินดา พริกขี้หนูสวน และพริกชี้ฟ้า

ในช่วงเดือนม.ค.2569 “มีรายงานว่าพริกขี้หนูสวน ราคาขายปลีกในบางพื้นที่สูงกว่า 300-400 บาท/กิโลกรัม(กก.)” สาเหตุจากภัยธรรมชาติและน้ำท่วมในภาคใต้ทำให้ผลผลิตเสียหาย และเกิดปัญหาขาดตลาด

ทางด้าน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย  ประเมินสถานการณ์พริกขี้หนูจินดาแดง ซึ่งเป็นพริกเศรษฐกิจ เพราะมีสัดส่วนการผลิตกว่าร้อยละ 55 ของผลผลิตพริกทั้งหมด

“พบว่า ราคาขายส่งพริกขี้หนูจินดาแดง   ในเดือนม.ค. 2569 พุ่งแตะ 131.5 บาทต่อกก. สูงสุดในรอบ 5 ปี” และคาดว่าราคาในเดือนก.พ. 2569 จะยังทรงตัวสูงที่ราว 90 บาทต่อกก. เนื่องจากพื้นที่ปลูกในภาคอีสานและภาคเหนือมีผลผลิตที่ลดลง จากผลกระทบน้ำท่วมหนักตั้งแต่ต.ค. 2568 กดดันผลผลิตให้ลดลง ประกอบกับเป็นช่วงที่ไทยนำเข้าจากจีนในสัดส่วนน้อย 

ถ้ามองต่อไปในเดือนก.ค.-ต.ค. 2569 ราคาอาจปรับลดลงไปเฉลี่ยอยู่ที่ 40 บาทต่อกก. จากแรงฉุดในช่วงไทยนำเข้าจากจีนจำนวนมาก โดยปริมาณการนำเข้าพริกจากจีนในช่วงก.ค.-ต.ค. 2569 อาจเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 ไปอยู่ที่ 41,000 ตัน เนื่องจากตรงกับฤดูเก็บเกี่ยวหลักของจีน โดยมีมณฑลกุ้ยโจว เป็นแหล่งปลูกพริกอันดับ 1 รวมถึงมณฑลเหอหนานและซานตง เป็นแหล่งปลูกและฐานส่งออกสำคัญ ประกอบกับราคาพริกของจีนถูกกว่าไทยกว่าร้อยละ 26 

ตลอดทั้งปี 2569 คาดว่า ราคาพริกของไทยอาจลดลงร้อยละ 1 จากปีก่อนโดยราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 53 บาทต่อกก.

ส่วนราคามะพร้าวน้ำหอม พบว่าปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง โดยก่อนหน้านี้เราเคยเห็นราคามะพร้าวสูงถึง 20-30 บาทต่อลูก   “ปีนี้ราคาหน้าสวนลดลงเหลือเพียงลูกละ 2-3 บาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7 บาทต่อลูก” สะท้อนภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 

เดิมมะพร้าวเคยเป็นพืชทำเงินสำคัญของภาคกลางและภาคใต้ โดยเฉพาะในจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และสงขลา ซึ่งเป็นแหล่งผลิตหลัก แต่ขณะนี้กำลังสร้างผลกระทบหนักต่อเกษตรกร 

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาต้นทุนการผลิตมะพร้าว ทั้ง ค่าแรง ค่าปุ๋ย ค่าดูแลรักษา ค่าน้ำ และค่าขนส่ง ปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงานและปัจจัยการผลิต ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างต้นทุนกับราคาขายกว้างขึ้น

ปัจจัยสำคัญที่กดดันราคาคือการส่งออกไปยังตลาดจีนที่ชะลอตัวลง เป็นผลจากเวียดนามสามารถขยายการส่งออกมะพร้าวเข้าสู่จีนได้มากขึ้น ทำให้ไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดบางส่วนให้มะพร้าวเวียดนามไป

ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่รายได้ลดลง แต่ยังทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต เกษตรกรบางส่วนเริ่มโค่นต้นมะพร้าวทิ้ง แล้วหันไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนเร็วกว่า เช่น กล้วยน้ำว้า พืชผัก หรือพืชเศรษฐกิจอย่างทุเรียนแทน   

ในบางพื้นที่ยังพบปัญหาไม่มีผู้รับซื้อ เนื่องจากผู้ประกอบการชะลอการรวบรวมผลผลิต ส่งผลให้มะพร้าวค้างสวนและเน่าเสีย สร้างความเสียหายมากกว่าเดิม

สถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เพียงปัญหาราคาตกต่ำระยะสั้น แต่เป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานมะพร้าวไทย ที่ต้องเร่งปรับตัวทั้งด้านตลาด การแปรรูปเพิ่มมูลค่า และการกระจายความเสี่ยงทางการส่งออกในระยะยาว

“กรณีตลาดส่งออกมะพร้าวของไทย พบว่า ไทยส่งออกมะพร้าวไปจีนปีละ 300 ล้านดอลลาร์/ปี โดยตลาดจีนครองสัดส่วนการส่งออกมะพร้าวของไทยกว่าร้อยละ 80- 85 ถือว่าสูงมาก แม้ไทยจะเป็นผู้นำ แต่มีการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากเวียดนามที่เปิดตลาดในจีนได้ ทำให้ราคาในบางช่วงผันผวน”

สถานการณ์การส่งออกดังกล่าวสะท้อนว่า ไทยพึ่งพาตลาดจีนในระดับสูงมาก เมื่อความต้องการนำเข้าของจีนชะลอตัว ไม่ว่าจะจากภาวะเศรษฐกิจ มาตรการควบคุมคุณภาพ หรือการกระจายแหล่งนำเข้าไปยังประเทศอื่น ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาหน้าสวนในไทยทันที เนื่องจากสัดส่วนการพึ่งพาสูงกว่า 4 ใน 5 ของการส่งออกทั้งหมด

ในช่วงที่เวียดนามได้รับการอนุมัติด้านมาตรการสุขอนามัยพืช และสามารถส่งออกมะพร้าวเข้าสู่จีนได้มากขึ้น ปริมาณอุปทานในตลาดจีนจึงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคาเข้มข้นขึ้น ผู้ซื้อมีอำนาจต่อรองมากขึ้น และเกิดแรงกดดันต่อราคาสินค้าไทยในบางช่วงเวลา

แม้ไทยจะยังคงมีจุดแข็งด้านคุณภาพสินค้า ภาพลักษณ์สินค้าเกษตร และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจีน แต่เมื่อคู่แข่งสามารถเสนอราคาที่แข่งขันได้มากกว่า ก็ทำให้เกิดความผันผวนของราคา โดยเฉพาะในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมาก

สถานการณ์ดังกล่าวจึงสะท้อนความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ของการพึ่งพาตลาดเดียวในสัดส่วนสูง หากไม่มีการกระจายตลาดไปยังประเทศอื่นเพิ่มเติม เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง หรือสหภาพยุโรป ความผันผวนของราคาย่อมมีแนวโน้มเกิดซ้ำได้ในอนาคต

สถานการณ์ “มะพร้าวน้ำหอม” และ “พริกขี้หนู” สะท้อนนโยบายเกษตรในหลายเรื่อง

เรื่องแรกคือปัญหา ความผันผวนของราคา พริกขี้หนูสวนเคยพุ่งแตะ 400 บาท/กก. แต่บางช่วงกลับร่วงลงแรง ส่วนมะพร้าวน้ำหอมจาก 20–30 บาท/ลูก เหลือ 2–3 บาท/ลูก ต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ย 7 บาท ซึ่งสะท้อนถึงระบบบริหารจัดการอุปสงค์-อุปทานยังไม่สมดุล และยังขาดกลไกดูดซับความผันผวน เช่น สัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือกองทุนรักษาเสถียรภาพราคา

นอกจากนี้ ไทยยังพึ่งพาตลาดเดียวสูงเกินไป อย่างกรณีมะพร้าวได้รับผลกระทบชัดจากการส่งออกจีนลดลง หลังจากที่เวียดนามเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด สะท้อนถึง นโยบายกระจายตลาดส่งออก และการเจรจาการค้าระหว่างประเทศยังต้องเร่งดำเนินการมากขึ้น

ทางด้านต้นทุนพบว่า เกษตรกร ยังเผชิญกับต้นทุนการผลิตสูง แต่ระบบคุ้มครองรายได้ยังไม่ทั่วถึง โดยนโยบายลดต้นทุน ยังเป็นโจทย์ใหญ่ และระบบประกันรายได้ หรือประกันความเสี่ยง ที่ยังไม่ครอบคลุมครบทุกสินค้า เป็นโจทย์ที่ต้องเร่งศึกษาว่าควรต้องปรับหรือไม่อย่างไร

ไทยยังขาดตลาดนำการผลิตที่แม่นยำ เห็นได้จากพริกขาดตลาด ราคาพุ่งแรง แต่มะพร้าวล้นตลาด ไม่มีคนรับซื้อ ตรงนี้ทำให้เห็นภาพว่า ไทยยังขาดระบบข้อมูลผลผลิตและพยากรณ์ตลาดยังไม่แม่นยำพอ จำเป็นต้องผลักดันเกษตรแม่นยำและฐานข้อมูลเรียลไทม์ เพื่อให้เกษตรกรวางแผนการเพาะปลูกสินค้าให้ตรงกับที่ตลาดต้องการ

ที่สำคัญ สินค้าเกษตรไทยยังขาดการแปรรูป เช่น มะพร้าวส่วนใหญ่ขายผลสด หากแปรรูปเพิ่ม เช่น น้ำมะพร้าวบรรจุขวด ผลักดันเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพ หรือสินค้าเกษตรพรีเมียม ก็จะช่วยลดแรงกดดันจากการแข่งขัน และเพิ่มความสามารถแข่งขันระยะยาวของไทยในตลาดโลกได้

มีตัวอย่างน้ำมะพร้าวบรรจุขวดของไทย ที่ไปบุกตลาดจีน จนได้รับความนิยมมากขึ้น และสามารถครองตลาดอันดับ 1 ในตลาดจีนมาต่อเนื่องมานานหลายปี 

แบรนด์น้ำมะพร้าวไทยอย่าง “IF” หรือที่มีชื่อในภาษาจีนว่า “溢福” (อี้ฝู) ได้กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์เครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในตลาดจีน ด้วยรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่เน้นความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพสูงสร้างยอดขายในจีนปีละกว่า 5,000 ล้านบาท โดยในปี 2567 มีส่วนแบ่งตลาดสูงถึงร้อยละ 34 และครองอันดับหนึ่งในกลุ่มสินค้าประเภทเดียวกันต่อเนื่องกันถึง 5 ปี

ความสำเร็จของแบรนด์ IF กลายเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนถึงศักยภาพของธุรกิจขนาดเล็กที่สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในตลาดต่างประเทศ  และสามารถตอบรับกับกระแสของผู้บริโภคชาวจีนที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ และความน่าเชื่อถือของทั้งแบรนด์และสินค้าได้อย่างลงตัว 

ความสำเร็จที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดจากคุณภาพของสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่มาจากกลยุทธ์ทั้งการผลิตและการตลาดที่สอดคล้องกัน ในการผลิตเลือกใช้วัตถุดิบจากสวนมะพร้าวน้ำหอมในประเทศที่ได้ข้อได้เปรียบเชิงรสชาติที่ยากต่อการลอกเลียนแบบ และยังใช้กลยุทธ์การตลาดที่ตอบรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัล เลือกใช้ “เซียวจ้าน” นักแสดงและดาราชื่อดังของวงการบันเทิงจีนเป็นพรีเซนเตอร์ และการออกเวอร์ชันพิเศษร่วมกับแบรนด์ดังอย่าง POP MART  อีกทั้งยังมีการสร้างสรรค์สินค้าใหม่ที่สอดคล้องกับเทรนด์ของตลาดมากขึ้น เช่น “กาแฟลาเต้มะพร้าว” ที่ร่วมกับแบรนด์ Luckin Coffee และสามารถสร้างยอดขายสูงถึง 3 ล้านแก้วภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์

นอกจากนี้น้ำมะพร้าว IF ยังมีช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลาย ทั้งในรูปแบบออนไลน์ เช่น Tmall และ JD.com รวมถึงช่องทางออฟไลน์ เช่น ร้านสะดวกซื้อ   ฟิตเนสคลับ และซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ ทำให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในเมืองใหญ่ได้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง