กรมควบคุมโรค เผยไทยพบผู้ป่วย"โรคไข้นกแก้ว" 1 ราย ติดเชื้อจากนกแก้วที่ซื้อมาเลี้ยง ปัจจุบันหายดีแล้ว

วันที่ 23 มกราคม 2569 นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ และโฆษกกรมควบคุมโรค ได้เปิดเผยในการแถลงข่าว ปีใหม่วิถีใหม่ ใส่ใจป้องกัน ห่างไกลโรคและภัยสุขภาพ ว่า มีโรคจากสัตว์สู่คน ที่เรียกว่า โรคไข้นกแก้ว มาเตือนประชาชน โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย จากนกแก้วสู่คนเลี้ยง แต่พบได้ในนกพิราบ เป็ด ไก่งวง เป็นต้น ปัจจุบันพบรายงานการระบาดในประเทศแถบยุโรป
สำหรับประเทศไทยมีรายงานพบผู้ป่วยไข้นกแก้ว 1 ราย เป็นหญิง อายุ 55 ปี ประวัติคือ 18 ต.ค.2568 ซื้อนกแก้วมาเลี้ยง 2 ตัว วันที่ 21 ต.ค.2568 นกแก้วตาย 1 ตัว นำไปฝั่งกลบ วันที่ 22 ต.ค.-30 พ.ย.2568 ทยอยซื้อนกแก้วมาเลี้ยงรวม 19 ตัว ระหว่างนี้นกแก้วทยอยตายสะสม 11 ตัว
วันที่ 1 ธ.ค.2568 ผู้ป่วยเริ่มมีไข้ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ซื้อยามาทาน เอง วันที่ 8 ธ.ค.2568 ยังมีไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ มีน้ำมูก ไปพบแพทย์และรักษาตามอาการ วันที่ 14 ธ.ค.2568 อาการไม่ดีขึ้น ไปโรงพยาบาลอีกครั้ง แพทย์ตรวจพบเชื้อ Chlamydophila psittaci แพทย์วินิจฉัยไข้นกแก้ว วันที่ 14 ธ.ค.2568-6 ม.ค.2569 รักษาตัวในโรงพยาบาล ปัจจุบันรักษาหายแล้ว ปัจจัยเสี่ยงที่พบคือ ผู้ป่วยมีโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เลี้ยงนกแก้วในห้องแอร์ อากาศไม่ถ่ายเท ปล่อยบินในบ้าน
นพ.วีรวัฒน์ กล่าวว่า โรคไข้นกแก้วติดต่อผ่านการสูดดมละอองฝอยที่มีเชื้อปนเปื้อนในมูลแห้ง ขน สารคัดหลั่งจากจมูก หรือละอองหายใจของนกที่ติดเชื้อ โดยเชื้อทนทานในสิ่งแวดล้อมและมูลแห้งได้นานถึง 30 วัน
โดยผู้ติดเชื้อจะเริ่มมีอาการ 5-14 วันหลังจากได้รับเชื้อ และมักอาการแสดงเพียงเล็กน้อย เช่น มีไข้ หนาวสั่น ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ ไอแห้ง
สำหรับแนวทางป้องกันการติดเชื้อ มีดังนี้
1.ป้องกันสัตว์ติดเชื้อ
-หลีกเลี่ยงการนำนกไปอยู่ในที่นกชุกชุม
-ทำความสะอาดกรงนก เปลี่ยนอาหารและน้ำวันละครั้ง
-หากนกที่เลี้ยงจาม มีน้ำมูก ถ่ายเหลว มีมูกปนสีเขียวหรือเหลืองจัด ขนฟู หนาวสั่น ซึมผิดปกติ ควรแยกออกจากนกที่ปกติ
2.ป้องกันตนเองจากการติดเชื้อ
-หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ปีก หรือมูลนก
-หลีกเลี่ยงการไปอยู่บริเวณที่มีสัตว์ปีกหนาแน่น
-หากจำเป็นต้องสัมผัสสัตว์ปีก ให้สวมอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากากอนามัย ถุงมือ และล้างมือเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ
-วางกรงนกในที่ที่มีอากาศถ่ายเท ไม่เลี้ยงนกในห้องนอน
3. สังเกตอาการตนเอง
สังเกตอาการตนเอง และสัตว์เลี้ยง หากมีอาการผิดปกติให้รีบปรึกษาแพทย์ สัตวแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
