รีเซต

3 เหตุผล ยกเลิก MOU 44 หลังยืดเยื้อ 25 ปี เจรจากันเพียง 5 ครั้ง

3 เหตุผล ยกเลิก MOU 44 หลังยืดเยื้อ 25 ปี เจรจากันเพียง 5 ครั้ง
TNN ช่อง16
23 เมษายน 2569 ( 15:14 )
5

3 เหตุผลยกเลิก MOU 2544

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก  โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า 23 เมษายน 2569 ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติครั้งที่ 2/ 2569 ได้มีมติ  "ยกเลิก MOU44" ตามนโยบายรัฐบาล ด้วยเหตุผล

1. MOU44 เป็นกรอบการเจรจาการบริหารทรัพยากรร่วมกัน ที่อยู่ใต้ทะเล ระหว่างไทย กัมพูชา แต่ 20 กว่าปีที่ผ่านมา มีการเจรจากันเพียง 5 ครั้ง และไม่ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์แก่ทั้ง 2 ประเทศ ตรงกันข้ามกลับทำให้เกิดข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเล ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ และไม่มีแนวทางที่จะทำให้เกิดการพัฒนา และบริหารทรัพยากรร่วมกันได้

2. การยกเลิก MOU44 เพื่อเป็นการยุติการเจรจาตามกรอบ MOU44  หาก ฝ่ายกัมพูชา ยังคงต้องการ หรือเห็นประโยชน์จากการพัฒนา และบริหารทรัพยากรใต้ทะเล ร่วมกับไทย อีก  ขอให้แสดงเจตนารมณ์ หรือแจ้งมาให้ทราบ เพื่อที่จะได้จัดกรอบการเจรจากันใหม่ ที่มีความเป็นไปได้ โดยไม่นำไปสู่ข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเล เช่นที่ผ่านมา

3. ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง ไทย กัมพูชา หลายครั้ง ในช่วงเวลา 25 ปีที่ผ่านมา หลังจากมีการทำ MOU44 เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า และไม่บรรลุเป้าหมายของ MOU44 ที่กำหนดไว้ และหากสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงมีอยู่เช่นปัจจุบันนี้ การเจรจาเพื่อพัฒนาและบริหารทรัพยากรใต้ทะเล ร่วมกัน เป็นเรื่องที่ยาก  หลักการสำคัญ คือต้องตกลงเขตแดนทางทะเล ให้ได้ก่อน แล้วจึงหาแนวทางพัฒนา และบริหารร่วมกันบนพื้นฐานความจริงใจและแบ่งปันด้วยความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

ไม่อาจนำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย

การมี MOU44 อายุ 25 ปี เจรจากันเพียง 5 ครั้ง ไม่สามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ ย่อมแสดงให้เห็นว่า MOU ฉบับนี้ ไม่อาจนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายได้  การมีอยู่ของ MOU44 นอกจากจะไม่สร้างประโยชน์แล้ว ยังก่อให้เกิดความหวาดระแวง ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศอีกด้วย จึงเห็นควรที่ต้องยกเลิก และวางกรอบการเจรจากันใหม่ เพื่อลดความขัดแย้ง และนำทรัพยากรมาใช้เป็นประโยชน์ได้จริง

“เมื่อวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรีอนุทินฯ แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา  โดยกล่าวถึงนโยบายด้านการการต่างประเทศและความมั่นคงของไทย  ในหัวข้อที่ 9 ประเด็นการส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและการแก้ไขปัญหาข้ามแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย  ในหัวข้อย่อย (9.2)  ย้ำชัดว่า “มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MOU 2544  และในวันนี้ ที่ประชุม สมช. ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ก็มีมติเห็นชอบด้วยแล้ว” นางสาวรัชดา กล่าว

สำหรับขั้นตอน หลังจาก สมช. มีมติในวันนี้แล้ว จะมีการเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา และมีมติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้กระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

MOU44 คืออะไร

MOU 2544 หรือ “บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน” เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร โดยนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายซก อัน รัฐมนตรีอาวุโสและประธานการปิโตรเลียมแห่งชาติกัมพูชา ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 เพื่อเป็นกรอบในการเจรจาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างกันจากการอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลอันเนื่องมาจากการประกาศเขตไหล่ทวีปในอ่าวไทยของไทยและกัมพูชา ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 26,000 ตร.กม.

MOU 2544 เป็นบันทึกความเข้าใจที่มีเนื้อหาเป็นการกำหนดกรอบและกลไกในการเจรจาเพื่อหาข้อสรุปเรื่องการกำหนดเขตแดนทางทะเลในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนที่อยู่เหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 10,000 ตร.กม. หรือที่เรียกว่า “พื้นที่ทับซ้อนส่วนบน” และเรื่องการพัฒนาร่วมในทรัพยากรปิโตรเลียมสำหรับพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนที่อยู่ใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือ ในลักษณะพื้นที่พัฒนาร่วม ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 16,000 ตร.กม. หรือที่เรียกว่า “พื้นที่ทับซ้อนส่วนล่าง” โดยต้องดำเนินการทั้ง 2 เรื่องในลักษณะที่ไม่แบ่งแยกออกจากกัน และให้มีคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิคดำเนินการพิจารณาและเจรจาร่วมกันในเรื่องนี้ ทั้งนี้ ได้ตกลงกันว่า MOU 2544 และการดำเนินการทั้งหมดตาม MOU 2544 จะไม่กระทบต่อการอ้างสิทธิทางทะเลของแต่ละฝ่าย

ภายหลังการลงนาม ไทยและกัมพูชาได้มีการเจรจาและดำเนินการตาม MOU 2544 แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถตกลงหาข้อสรุปใด ๆ ได้ และเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 คณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มีมติเห็นชอบในหลักการให้ยกเลิก MOU 2544 และให้นำเรื่องเสนอต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ โดยให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ 

แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลที่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินในเวลาต่อมายังได้มีการเจรจากับกัมพูชาเพื่อร่วมกันพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่อ้างสิทธิดังกล่าวอีกหลายครั้ง ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนของสถานะความคงอยู่ของ MOU 2544 นอกจากนั้น ภายหลังจากเกิดเหตุปะทะกันระหว่างกำลังทหารของทั้ง 2 ฝ่ายบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในเดือนกรกฎาคม 2568 ได้เกิดข้อถกเถียงขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งในประเด็นความเหมาะสมของการยกเลิก MOU 2544 โดยฝ่ายที่สนับสนุนให้เหตุผลว่า MOU ฉบับนี้ ทำให้ไทยเสียดินแดน ในขณะที่ฝ่ายที่คัดค้านให้เหตุผลว่าการยกเลิก MOU ดังกล่าว จะทำให้ไทยเสียเปรียบในการเจรจากำหนดเขตแดนทางทะเลและเสียประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรปิโตรเลียมในบริเวณพื้นที่อ้างสิทธิ ซึ่งข้อถกเถียงดังกล่าวยังไม่เป็นที่ยุติ

กรณีความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจาก MOU 2544 เพราะเป็นเรื่องของผลประโยชน์ของชาติและประชาชนโดยรวม จึงได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา โดยเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาญัตติด่วนเกี่ยวกับ MOU 2544 ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอต่อที่ประชุม จำนวน 5 ฉบับ เพื่อให้มีการศึกษา MOU 2544 อย่างรอบด้านมากขึ้น 

โดยมีผู้เสนอญัตติ ได้แก่ นายสฤษฏ์พงษ์เกี่ยวข้อง นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นายกัณวีร์ สืบแสง และนายนพดล ปัทมะ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจ 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาขึ้น เพื่อทำการพิจารณาศึกษาญัตติดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา 90 วัน และนำผลการศึกษามาเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรต่อไป


ที่มา : รัฐบาล , หอสมุดรัฐสภา

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง