แรงงานกัมพูชาหายหลายแสน ผู้ลี้ภัยเมียนมาเข้าแทน MOU ไทย-เมียนมาจะเปิดทางแค่ไหน

ที่ไร่แห่งหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ กลุ่มคนที่เคยใช้ชีวิตเกือบทั้งชีวิตอยู่หลังรั้วพื้นที่พักพิงชั่วคราว กำลังป้อนดินและเมล็ดข้าวเข้าเครื่องจัดถาดเพาะกล้าให้ฟาร์มไทย พวกเขาคือผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาที่เพิ่งได้บัตรชมพู หรือบัตรประจำตัวบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทย และได้รับอนุญาตให้ทำงานนอกพื้นที่พักพิงอย่างถูกกฎหมาย
จุดเปลี่ยนเริ่มจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่เปิดทางให้ผู้หนีภัยการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราวทั้ง 9 แห่ง ทำงานในไทยได้อย่างถูกกฎหมายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ไทยเปิดพื้นที่พักพิงในปี 2527 หรือกินเวลา 41 ปี มาตรการเริ่มมีผลวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ตามด้วยการเดินหน้าออกบัตรชมพูของกรมการปกครองในเดือนมิถุนายน 2569
ข้อมูลกระทรวงมหาดไทยที่เปิดเผยต่อสำนักข่าว AFP ระบุว่ามีผู้ยื่นขออนุญาตทำงานแล้ว 4,600 คน ในช่วงตุลาคม 2568 ถึงกรกฎาคม 2569 ขณะที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR ระบุเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ว่ามีผู้เข้าสู่ตลาดแรงงานแล้วกว่า 5,500 คน ทั้งสองตัวเลขยังเป็นเพียงเศษเสี้ยวของประชากรในพื้นที่พักพิงที่มีราว 77,000 ถึง 80,000 คน
จังหวะเดียวกันนี้ ตลาดแรงงานไทยกำลังขาดมือหลังแรงงานกัมพูชาทยอยออกจากระบบ และวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ไทยกับเมียนมาเพิ่งลงนาม MOU ด้านแรงงานร่วมกัน คำถามคือนโยบายนี้จะเป็นการเปิดโอกาส หรือเป็นการเติมแรงงานราคาถูกที่มีเงื่อนไขผูกมัด
ชีวิตใหม่ในไร่นครสวรรค์ ผู้ลี้ภัยเมียนมาทำงานอะไรอยู่
ผู้ลี้ภัยกลุ่มแรกที่ได้ออกมาทำงานกระจายอยู่ในภาคเกษตรและภาคก่อสร้าง สำนักข่าว AFP รายงานจากไร่แห่งหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ว่า แรงงานกลุ่มนี้ทำงานเพาะกล้าให้ฟาร์ม โดยได้รับค่าจ้างราว 3,000 บาทต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 90 ดอลลาร์สหรัฐ หากทำงานครบสี่สัปดาห์จะเทียบเท่าราว 12,000 บาทต่อเดือน
หนึ่งในนั้นคือชายวัย 25 ปี ที่ใช้ชีวิตเกือบทั้งชีวิตอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านแม่หละ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ซึ่งเป็นพื้นที่พักพิงที่ใหญ่ที่สุดจากทั้งหมด 9 แห่ง เขาระบุกับ AFP ว่างานไม่หนักเกินไปสำหรับเขา และส่งเงินที่ได้กลับไปให้แม่ที่ยังอยู่ในค่ายทั้งหมด ปัจจุบันเขาทำงานอยู่ห่างจากค่ายเดิมกว่า 200 กิโลเมตร
ตัวเลขผู้ได้ทำงานถูกกฎหมาย 4,600 หรือ 5,500 คน
ตัวเลขที่เผยแพร่ในเวลานี้มีสองชุดและมาจากคนละหน่วยงาน กระทรวงมหาดไทยเปิดเผยต่อ AFP ว่ามีผู้หนีภัยการสู้รบยื่นเรื่องขออนุญาตทำงาน 4,600 คน ในช่วงตุลาคม 2568 ถึงกรกฎาคม 2569 ขณะที่ UNHCR ระบุเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ว่ามีผู้ลี้ภัยเข้าสู่ตลาดแรงงานแล้วกว่า 5,500 คน นับตั้งแต่เดือนตุลาคม
ความต่างของสองตัวเลขนี้อยู่ที่นิยาม ตัวเลขของมหาดไทยคือผู้ยื่นคำขอ ส่วนตัวเลขของ UNHCR คือผู้ที่เริ่มทำงานแล้ว ทั้งคู่ยังห่างไกลจากประชากรทั้งหมดในพื้นที่พักพิง ซึ่งกระทรวงมหาดไทยระบุไว้ที่ 77,324 คน ในพื้นที่พักพิง 9 แห่ง 8 อำเภอ 4 จังหวัด ได้แก่ ตาก แม่ฮ่องสอน ราชบุรี และกาญจนบุรี ขณะที่สหประชาชาติประเมินไว้ราว 80,000 คน
บัตรชมพูคืออะไร ให้สิทธิอะไรบ้าง
บัตรชมพูในกรณีนี้คือบัตรประจำตัวบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ที่กรมการปกครองออกให้ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา ไม่ใช่การให้สัญชาติไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ระบุว่าเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 26 สิงหาคม 2568 เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานควบคู่กับการบริหารจัดการด้านความมั่นคง โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก UNHCR
สิ่งที่บัตรนี้ปลดล็อกคือการพิสูจน์ตัวตนเพื่อขอใบอนุญาตทำงาน การเดินทางออกนอกเขตพื้นที่ควบคุม และการเข้าถึงบริการพื้นฐานอย่างการเปิดบัญชีธนาคาร
ช่องว่างแรงงานที่กัมพูชาทิ้งไว้ ใหญ่แค่ไหน
นโยบายนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่แรงงานกัมพูชาหายไปจากระบบจำนวนมาก ข้อมูลกระทรวงแรงงานระบุว่า ก่อนเกิดการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา มีแรงงานกัมพูชาที่ได้รับอนุญาตทำงานในไทย 512,207 คน เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 และลดเหลือ 490,534 คน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568
แรงกดดันหนักขึ้นในปี 2569 เมื่อแรงงานกัมพูชาตามมติคณะรัฐมนตรี 103,598 คน เผชิญเส้นตายสิ้นสุดสิทธิการทำงานในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ต่างจากแรงงานสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่คณะรัฐมนตรีมีมติต่ออายุใบอนุญาตให้เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 เจ้าของไร่ในนครสวรรค์รายหนึ่งระบุกับ AFP ว่าเขาเคยจ้างแรงงานกัมพูชา แต่หลังเกิดการปะทะเมื่อกลางปี 2568 แรงงานกลุ่มนั้นก็ทยอยกลับประเทศ
เสียงจากคนที่ได้บัตร
สิ่งที่ผู้ลี้ภัยพูดถึงมากที่สุดไม่ใช่ตัวเงิน แต่คือการไม่ต้องหลบ ชายวัย 29 ปีที่เกิดและโตในพื้นที่พักพิงในไทย ให้สัมภาษณ์ AFP หลังได้รับบัตรว่า "ผมไม่ต้องหลบซ่อนอีกต่อไป" โดยระบุว่าความอุ่นใจนี้ชัดเจนที่สุดในจังหวะที่เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจเอกสารแรงงาน (แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ)
ในเดือนกรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าว AFP บันทึกภาพผู้พลัดถิ่น 15 คน เข้ารับบัตรที่ที่ว่าการอำเภอแห่งหนึ่งในจังหวัดปราจีนบุรี หนึ่งในนั้นคือหญิงที่หนีเข้ามาอยู่ในค่ายพร้อมครอบครัวตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ปัจจุบันทำงานเป็นช่างนั่งร้าน เธอกล่าวว่า "อยากทำงานหนัก เก็บเงิน ซื้อที่ สร้างบ้าน แล้วพาครอบครัวออกจากค่าย นั่นคือสิ่งที่ฉันวาดฝันไว้"
เงื่อนไขที่ยังเป็นคำถาม ถ้าไม่ทำงานต้องกลับค่าย
จุดที่ต้องจับตาคือเงื่อนไขการจ้าง เจ้าของไร่ในนครสวรรค์ระบุกับ AFP ว่าแรงงานกัมพูชามีทักษะและประสบการณ์มากกว่า แต่ผู้ลี้ภัยเมียนมามีค่าจ้างถูกกว่าและมีเงื่อนไขว่าต้องอยู่กับนายจ้างรายเดิม "ถ้าพวกเขาไม่อยากทำงานกับเรา ก็ต้องกลับไปที่ค่ายและรอจนกว่าจะมีคนมาจ้างใหม่" เจ้าของไร่ กล่าว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
