"ช่องแคบฮอร์มุซ" ไม่ใช่แค่เส้นเลือดน้ำมัน แต่กระเทือนสินค้าทั่วโลก และตัวเลขเงินเฟ้อครั้งใหญ่ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

เมื่อพูดถึง "ช่องแคบฮอร์มุซ" ในสถานการณ์ปัจจุบัน หลายคนคงคิดถึงเส้นเลือดใหญ่ในการขนส่งน้ำมันของโลกที่มีปริมาณกว่า 20% ของการขนส่งน้ำมันทั้งหมดของโลก แต่ในความเป็นจริงแล้ว จุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลกแห่งนี้ เมื่อเกิดปัญหาการติดขัด หรือ "คอขวด" กลับส่งผลกระทบไปยังทุกสินค้าทั่วโลก ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ถ้าเราวิเคราะห์ตัวเลขการขนส่งสินค้าทั่วโลก จะเห็นภาพได้ชัดเจนว่าการขนส่งทางเรือ หรือ container shipping เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจโลก สินค้าทั่วโลกมากกว่า 80% ต้องพึ่งพาการขนส่งทางทะเล และเมื่อเกิดความไม่แน่นอนกับการขนส่งทางเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นผลกระทบจากสงคราม สิ่งที่ตามมาในทันทีคือ "ค่าระวางเรือ" พุ่งสูงขึ้น
และถึงแม้ว่าเรือทุกลำบนโลกจะไม่ได้ผ่านเส้นทางนี้ก็ตาม แต่ผลกระทบกลับสะท้อนกลับไปที่ภาพรวมการขนส่งทางเรือทั้งหมด โดยดัชนีค่าระวางเรือบรรทุกสินค้าแห้งแบบเทกอง หรือ Dry Bulk ที่ใช้วัดต้นทุนการขนส่งวัตถุดิบทางทะเลทั่วโลก ซึ่งจัดทำโดย Baltic Exchange หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ Baltic Dry Index หรือ BDI ได้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 16% มาอยู่ที่ระดับ 2,484 จุด สูงที่สุดในปีนี้ นับตั้งแต่เกิดการโจมตีอิหร่านของสหรัฐอเมริกา และอิสราเอล
ซึ่ง BDI เป็นตัวสะท้อนต้นทุนหลักของการขนส่งสินค้าทั่วโลก และถ้าหากการขนส่งทางเรือมีปัญหา สิ่งที่ตามมาคือราคาสินค้ามีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ ห่วงโซ่อุปทาน หรือ supply chain ทั่วทั้งโลกได้รับผลกระทบทั้งหมด เป็น “ต้นน้ำ” ของเงินเฟ้อโลก สามารถส่ง “สัญญาณเศรษฐกิจโลก” ล่วงหน้าได้เป็นอย่างดี
เพราะปัจจัยต่าง ๆ ล้วนมีผลกระทบต่อการเดินเรือขนสิ่งสินค้าถ้าค่าระวางเรือบรรทุกสินค้า หรือ Freight rate และความแออัดของท่าเรือ หรือ Port congestion ที่เป็นเหมือนคอขวดของห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงปริมาณของเรือขนส่งสินค้า หรือ Capacity เกิดการเปลี่ยนแปลง ต้นทุนสินค้าจะเปลี่ยนตามทันที
โดยสินค้าหลายชนิดทั่วโลกที่ต้องพึ่งพาการขนส่งทางเรือ ไม่ว่าจะเป็น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้า fast fashion ซึ่งเกือบทั้งหมดของสินค้าเหล่านี้มี margin ที่ค่อนข้างต่ำ บวกกับระยะทางในการขนส่งที่ไกล จะได้รับผลกระทบทันที การปรับขึ้นราคาขายจะตามมาอย่างรวดเร็วเท่าที่จะสามารถทำได้ เพื่อให้คงความสามารถในการทำกำไรไว้
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนตุลาคมปี 2021 ค่าระวางเรือบรรทุกสินค้าพุ่งสูงขึ้นทะลุ 5,600 จุด มากกว่า 2 เท่าจากสถานการณ์ในปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อโลกที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 3% ในปี 2021 และเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 8% ในปี 2022 ถึงแม้ว่าส่วนหนึ่งมาจากสถานการณ์ Covid-19 แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าค่าระวางเรือก็มีส่วนกระทบต่อราคาสินค้าด้วยเช่นกัน
สิ่งที่เกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2021 สถานการณ์เรือขนส่งล้นท่าเรือ เรือขนส่งต้องลอยกลางทะเลรอหลายวัน หรือหลายสัปดาห์เพื่อที่จะเข้าขนส่งสินค้า เกิดภาวะตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน ทำให้ค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้นเป็นอย่างมาก โดยจุดที่เป็นปัญหามากที่สุดคือ ชายฝั่งตะวันออกของประเทศจีน, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา
แล้วปัญหาการขนส่งทางเรือส่งผลกระทบต่อสินค้าต่าง ๆ อย่างไรบ้าง เริ่มกันที่บริษัทขนส่งทางเรือ หรือ Shipping stocks จะได้รับผลกระทบโดยตรงในทันทีจากค่าระวางเรือ ไม่ว่าจะเป็น Maersk หรือ COSCO เมื่อค่าระวางเรือเพิ่มขึ้น บริษัทมีโอกาสทำกำไรได้มากขึ้น หุ้นขึ้นแรง แต่ในทางกลับกัน ถ้าค่าระวางเรือลดลง บริษัทมีโอกาสทำกำไรได้น้อยลง หรืออาจจะขาดทุนในบางเส้นทางได้เลย หุ้นจะปรับตัวลดลงรุนแรงด้วยเช่นกัน
กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ไม่ว่าจะเป็น Walmart หรือ Target ซึ่งถือว่าเป็น Retail รายใหญ่ของโลก เมื่อค่าระวางขึ้น margin จะลดลงทันที หากไม่สามารถขึ้นราคาขายได้ ในทางกลับกัน ถ้าค่าระวางลดลง margin จะฟื้นตัว หุ้นจะปรับตัวดีขึ้นดีขึ้น
กลุ่มผู้ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เช่นผู้ส่งออกของไทย ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ชิ้นส่วนยานยนต์ เมื่อการขนส่งเกิดติดขัด ทำให้การขนส่งสินค้าล่าช้า การรับรู้รายได้มีโอกาสที่จะล่าช้าตามไปด้วย การขาดแคลนเรือสินค้า หรือตู้คอนเทนเนอร์ ทำให้ไม่สามารถส่งออกสินค้าได้เต็มศักยภาพ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อรายได้ และกำไร ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากความต้องการสินค้าที่ลดลง
สินค้าโภคภัณฑ์ หรือ Commodities ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน, เหล็ก หรือเคมีภัณฑ์ ในกลุ่มนี้ก็จเห็นผลกระทบที่ชัดเจน เมื่อสินค้าส่งไม่ทัน เกิดความล่าช้า ต้นทุนขนส่งเพิ่มจะเพิ่มขึ้นทันที ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมเหล็ก เมื่อวัตถุดิบส่งไปไม่ถึงโรงงาน ผู้ผลิตเหล็กต้องใช้แร่เหล็ก หรือ Iron ore และถ่านหิน เมื่อโรงงานขาดวัตถุดิบ ก็ผลิตผลิตเหล็กได้น้อยลง อุปทานลดลง ส่งผลให้ราคาขึ้น
ส่วนในกรณีของการส่งออกเหล็ก โรงงานผลิตได้ แต่ส่งออกไม่ได้ เกิดการขาดแคลนสินค้าในบางประเทศ ราคาในตลาดพุ่ง ค่าขนส่ง ค่าระวางเรือเพิ่มหลายเท่า ต้นทุนเหล็กสูงขึ้นทันที ราคาขายก็ต้องเพิ่มตาม ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2021 เมื่อค่าระวางเรือเพิ่มสูงขึ้น
แต่ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบัน ยากที่จะสามารถสรุปได้ว่าสงครามในตะวันออกกลางจะจบลงเมื่อไหร่ และจบลงอย่างไร ดัชนีค่าระวางเรือยังมีโอกาสผันผวนได้สูง ถ้าสงครามยืดเยื้อ ค่าระวางเรือก็จะอยู่ในระดับสูงยาวนาน เศรษฐกิจโลกมีโอกาสเผชิญกับเงินเฟ้อสูง แต่ถ้าสงครามจบลงอย่างรวดเร็ว ดัชนีค่าระวางเรือก็จะลดลงอย่างรุนแรง คล้ายกับในปี 2021 ที่กลายเป็นเพียง "Supply Shock" เพียงเท่านั้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
