รีเซต

รู้ตัว '2 มือบึ้ม' ปั๊มปัตตานีแล้ว รองแม่ทัพ ชี้คนร้ายหวังทำลายความเชื่อมั่นรบ.ช่วงเอเปค

รู้ตัว '2 มือบึ้ม' ปั๊มปัตตานีแล้ว รองแม่ทัพ ชี้คนร้ายหวังทำลายความเชื่อมั่นรบ.ช่วงเอเปค
มติชน
16 พฤศจิกายน 2565 ( 11:42 )
6
รู้ตัว '2 มือบึ้ม' ปั๊มปัตตานีแล้ว รองแม่ทัพ ชี้คนร้ายหวังทำลายความเชื่อมั่นรบ.ช่วงเอเปค

คืบหน้า ระเบิดปั๊มปัตตานี เจ้าหน้าที่เข้าเก็บหลักฐาน รองแม่ทัพเผย คนร้ายหวังทำลายความเชื่อมั่นรัฐบาลช่วงประชุมเอเปค รู้ตัวผู้ก่อเหตุแล้ว 2 ราย

 

กรณีเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดปั้มน้ำมัน จำนวน 2 แห่งในพื้นที่ จ.ปัตตานี เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยจุดแรกที่ปั้มน้ำมัน ปตท. ต.บานา อ.เมือง คนร้ายสองคนขับขี่รถ จยย.เข้ามาจอดที่หัวจ่ายน้ำมันซึ่งขณะนั้นมีพนักงานของปั๊มกำลังให้บริการลูกค้า คนร้ายได้ชักอาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าและยิงไปที่หัวจ่ายน้ำมันหลายนัดพร้อมตะโกนว่ามีระเบิด จนทำให้ประชาชนตกใจ ต่างวิ่งหนีตาย ออกจากปั๊มกันจ้าละหวั่น ก่อนที่คนร้ายจะนำระเบิดแสวงเครื่องบรรจุในถังแก๊สปิกนิค น้ำหนักประมาณ 15 กก. วางไว้ที่หัวจ่ายน้ำมันทิ้งไว้

 

จากนั้นวิ่งหนีขึ้นรถจักรยายนต์ จะเร่งเครื่องหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว กระทั่งเกิดระเบิดขึ้นภายใน 10 นาที เป็นเหตุให้ปั๊มน้ำมันเกิดไฟไหม้แรงระเบิดยังทำให้ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ไฟได้ลุกลามไหม้ หัวปั๊มจ่ายทั้งหมด 6 ปั้ม และเวลาไล่เลี่ยกันคนร้ายก่อเหตุในลักษณะเดียวกันเข้าไปภายในปั้มน้ำมันพีที ต.ปิยามุมัง อ.ยะหริ่ง นำระเบิดชนิดเดียวกันวางไว้ที่หัวจ่ายน้ำมันที่อยู่ใกล้กับถังน้ำมันใต้ดิน จากนั้นจึงขึ้นรถ จยย.หลบหนีไป กระทั่งเกิดระเบิดขึ้น

 

สำหรับความคืบหน้าล่าสุด เช้านี้ เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 16 พฤศจิกายน พลตรีปราโมทย์ พรหมอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 4 เดินทางมาตรวจสอบจุดเกิดเหตุที่ปั๊มน้ำมัน ปตท. ต.บานา ซึ่งได้รับความเสียหายหนัก โดยภายในปั้ม ปตท.มีเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดกำลังตรวจสอบความเสียหายรวมไปถึงค้นหาวัตถุพยานเพิ่มเติม เช่นเดียวกับที่ปั๊มน้ำมันพีที ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดก็ได้เข้าตรวจหาวัตถุพยานเช่นเดียวกัน ซึ่งในเบื้องต้นพบชิ้นส่วนระเบิดจำนวนหนึ่งและปลอกกระสุนปืนกระจายไปทั่วบริเวณจึงได้เก็บไว้เป็นหลักฐาน พร้อมได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพขณะคนร้ายก่อเหตุได้ชัดเจน ซึ่งหลักฐานทั้งหมดถือว่าเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี

 

นอกจากนี้ชุดปฏิบัติการณ์ร่วมได้เข้าทำการปิดล้อมตรวจค้นในพื้นที่เป้าหมายในพื้นที่ อ.เมือง และ อ.ปะนาเระ ซึ่งผลการปฏิบัติไม่พบบุคคลต้องสงสัยคาดว่าน่าจะไหวตัวทันหลบหนีไปก่อนหน้านี้แล้ว

 

สำหรับกลุ่มที่ก่อเหตุนั้น ชุดสืบสวนสอบสวนคดีความมั่นคง ระบุว่า เหตุที่เกิดขึ้นครั้งนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ก่อเหตุปั้มน้ำมัน ปตท. ต.บานา น่าจะเป็นฝีมือของกลุ่ม นายอับดุลเลาะ มะเด ผู้ต้องหาที่มีหมายจับคดีความมั่นคงและเป็นแกนนำมือระเบิดในพื้นที่ ส่วนกลุ่มที่ก่อเหตุที่ปั้มน้ำมันพีที น่าจะเป็นกลุ่ม นายสุไลมาน สุหลง ผู้ต้องหาที่มีหมายจับคดีความมั่นคงและเป็นมือวางระเบิดในพื้นที่ อ.ปะนาเระ

 

พลตรีปราโมทย์ พรหมอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 4 เปิดเผยว่า แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งการชุดเฉพาะกิจในพื้นที่เข้ามาควบคุมที่เกิดเหตุทั้ง 2 จุด และให้ยกระดับรักษาความปลอดภัย 100 % ซึ่งเป็นมาตราการณ์ที่สอดคล้องกับการเตรียมการประชุมเอเปค ซึ่งหลังเกิดเหตุเมื่อคืนก็ได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการณ์พิทักษ์พื้นที่เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายทันที รวมถึงเข้าคุมเข้มปั๊มน้ำมันกลุ่มเสี่ยง

 

ส่วนคนร้ายที่ก่อเหตุครั้งนี้เชื่อว่าน่าจะรู้กลุ่มรู้ตัวและดำเนินการจับกุมได้แน่นอน สิ่งที่คนร้ายก่อเหตุมีความพยายามทำลายภาพลักษณ์ด้านเศรษกิจหวังทำลายความเชื่อมั่นของรัฐบาล

 

ส่วนเหตุจูงใจในการก่อเหตุนั้น มีหลายปัจจัย เช่น 1.คนร้ายพยายามสร้างความรุนแรงที่ไม่ละความพยายามสร้างความเดือดร้อน โดยเฉพาะเหตุครั้งนี้คล้ายกันเมื่อวันที่ 17 สค.ที่ผ่านมาที่คนร้ายก่อเหตุพร้อมกัน 20 จุด เริ่มจากทำร้ายคนหาของป่า ทำร้ายเจ้าหน้าที่ และลอบวางระเบิดปั้มน้ำมัน ซึ่งกลุ่มพวกนี้ก็ยังคงดำเนินการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

 

2.การทำร้ายความเชื่อมั่นของรัฐบาลในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะช่วงนี้ใกล้การประชุมเอเปค จึงอยากฝากยังประชาชนว่า คนร้ายได้สร้างความเดือดร้อนความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สิน ฉะนั้นเจ้าหน้าที่จึงต้องบังคับใช้กฏหมายกับผู้ก่อเหตุเหล่านี้ เช่นกรณีคนร้ายลอบวางระเบิดพร้อมกัน 20 จุดมีผู้เสียชีวิต 1 รายและบาดเจ็บ 8 ราย เมื่อวันที่ 17 สค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้บังคับใช้กฎหมายสามารถออกหมายจับคนร้ายได้จำนวน 17 หมาย 16 คนจับกุมได้แล้ว 6 คนและมี 1 รายเสียชีวิตจากเหตุปะทะ

 

ส่วนกลุ่มเห็นต่างออกมาประกาศจุดยืนว่าจะไม่สร้างความรุนแรงในช่วงการประชุมเอเปค แต่ทางเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่วางใจ เพราะที่ผ่านมายังคงเกิดเหตุต่อเนื่อง ซึ่งทางฝ่ายความมั่นคงต้องตรวจสอบอีกครั้งว่า เอกสารที่ประกาศนั้นเป็นของปลอมหรือของจริง หรือไม่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง