จับตาถ้อยแถลงประธานเฟด ชี้ทางทองไปต่อหรือพักฐาน

นายวรุต รุ่งขำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทวายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จํากัด (YLG) เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลกชวงนี้ยังผันผวนยังมีทั้งแรงซื้อและแรงขายทำให้ราคาแกว่งขึ้นลง หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ กับประเทศต่างๆ ทั่วโลกเมื่อวันที่ 2 เม.ย.2568 ที่ผ่านมา โดยสหรัฐฯประกาศเก็บภาษีพื้นฐาน (Baseline Tariff) สำหรับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศในอัตราร้อยละ 10 และภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) กับอีกหลายประเทศในอัตราที่แตกต่างกัน
ประเด็นภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ สงผลให้มีมุมมองในตลาดแบ่งเป็น 2 ทาง คือ การขึ้นภาษีจะทำให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ปรับสูงขึ้น จากภาษีนำเข้าสินค้าที่สูงขึ้นทำให้ราคาสินค้าในสหรัฐฯ ปรับสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด อาจไมปรับลดดอกเบี้ยในปี 2568 อีกไปตลอดทั้งปี และต่อเนืองไปจนถึงเดือนมี.ค. 2569 ซึ่งสะท้อนความร้อนแรงของนโยบายการเงินการเงินเฟดที่อาจไม่ผ่อนคลาย ไม่กระตุ้นทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ไปกระตุ้นเงินเฟ้อแทน ภาพเชนนี้ทำให้ราคาทองคำที่ปรับขึ้นมาสูงระดับ 3,168 ดอลลาร์/ออนซ์ ปรับลงแรงราว 113 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ระดับ 3,055 ดอลลาร์/ออนซ์ ขณะที่ทองคำในประเทศไทยปรับลดลง 150 บาท/บาททองคำ
ขณะที่ อีกทาง ตลาดมองว่าการปรับขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ จะทำให้ความผันผวนสูงขึ้นเป็นเท่าตัว ประเด็นนี้ทำให้ทองคำในตลาดโลกดีดกลับมา 50-60 ดอลลาร์/ออนซ์ เพราะมองว่าเศรษฐกิจจะอ่อนแอลงจากการขึ้นภาษี และคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลดลงในปี 2568 มากขึ้น จากที่่เคยคาด 2 ครั้ง เป็น 4 ครั้ง ซึ่งภาพดอกเบี้ยที่อาจลดลงจึงหนุนราคาทองคำขึ้นในระยะสั้น
แต่ในระยะถัดไปราคาทองจะเลือกปรับขึ้นได้ต่อหรือไม่ หรือจะพักฐานลงในระยะสั้นนี้ ต้องติดตามปัจจัยจี้วัดสำคัญ 2 เรื่อง คือ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนมี.ค.ของสหรัฐฯ คืนนี้ เพื่อประเมินแนวโน้มตลาดแรงงานและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของ เฟด และจับตาถ้อยแถลงของเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดใน คือนนี้ โดยพาวเวลจะกล่าวสุนทรพจน์ว่าด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในการประชุมประจำปีของ Society for Advancing Business Editing and Writing (SABEW) ที่เมืองอาร์ลิงตัน รัฐเวอร์จิเนีย อย่างไรก็ดีในระยะยาวยังมองทิศทางทองคำเป็นขาขึ้น
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ในระยะสั้นหากทองคำโลกไม่หลุดระดับ 3,085 -3,072 ดอลลาร์/ออนซ์ สามารถเข้าเก็บทองเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นได้ แต่สำหรับการลงทุนระยะยาวยังไม่แนะนำให้เก็บราคานี้ ให้รอที่ระดับ 3,055 ดอลลาร์/ออนซ์ ส่วนแนวต้านระยะสั้นมองที่ระดับ 3,116 -3,135 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มากสามารถเลือกระดับนี้ในการทำกำไรออกไปก่อนได้ ทั้งนี้ สำหรับราคาทองคำในประเทศมองแนวต้าน (ระดับที่ขายทำกำไรออกได้) ที่ระดับ 50,400 บาท/บาททองคำ ส่วนแนวรับ สำหรับเป็นจังหวะเข้าซื้อลงทุนในระยะสั้นคาดที่ 49,900 -49,650 บาท/บาททองคำ