หุ้นไทยไปต่อไหม! หลังเงินทุนสหรัฐฯ ไหลเข้าตลาดเกิดใหม่

ดัชนีหุ้นไทยดีดตัวขึ้นในวันทำแรกของปี 2569 นำโดยแรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ตามทิศทางการปรับตัวขึ้นของหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐฯ รวมถึงหุ้นกลุ่มแบงก์ก่อนประกาศงบไตรมาส 4/2568 ปิดตลาดวันที่ 5 ม.ค. ดัชนีแตะ 1,280.05 จุด เพิ่มขึ้น 20.38 จุด หรือ +1.62% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 45,727.04 ล้านบาท
แต่ระหว่างกลางสัปดาห์เคลื่อนไหวในกรอบแคบ เหตุไร้ปัจจัยใหม่ ๆ เข้ามากระตุ้นตลาด ประกอบกับตลาดรอประเมินประเด็นความเสี่ยงทางภูมิ รัฐศาสตร์ หลังสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีเวเนซุเอลาและจับกุมผู้นำเวเนซุเอลา และสถานการณ์การเมืองในประเทศอย่างใกล้ชิด
จากนั้นดัชนีหุ้นไทยร่วงลงแรงในช่วงท้ายสัปดาห์ท่ามกลางแรงขายของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ นำโดย หุ้น DELTA จากปัจจัยเฉพาะตัว รวมถึงหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ จากความกังวลเรื่องหนี้เสียท่ามกลางความเปราะบางของเศรษฐกิจ
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้าจะเป็นอย่างไร หลังจากศาลสูงสุดสหรัฐฯ เลื่อนการตัดสินคดีเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของนโยบาย "กำแพงภาษี" ของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยกำหนดวันประกาศคำตัดสินใหม่เป็นวันที่ 14 ม.ค.นั้นจะมีผลดีต่อดัชนีหุ้นโลกและหุ้นไทยมากน้อยแค่ไหน มีปัจจัยบวกลบอะไรที่ต้องติดตามบ้างในวันนี้ TNN Online พาไปไขคำตอบจากกูรูตลาดทุนกันค่ะ
เริ่มจาก “ภราดร เตียรณปราโมทย์" ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส ฉายภาพว่า เข้าสู่ปีม้าเพียง 1 สัปดาห์ เริ่มเห็นเม็ดเงินสหรัฐฯ ไหลเข้ามาสู่ตลาดเกิดใหม่ โดยเห็นได้จากหุ้น 7 นางฟ้าติดลบ 0.2% สวนทางตลาดเกิดใหม่หุ้นบวกเกิน 3% เช่น ไต้หวันบวก 4.8% ฟิลิปปินส์บวก 4.4% เวียดนามบวก 4% อินโดนีเซียบวก 3.2% ยกเว้นไทยติดลบ 0.5% เนื่องจาก BITLOT หุ้น DELTA ราคาต่ำกว่ากระดานที่ 171 บาท (มูลค่า 8.7 พันลานบาท) กดดันราคาหุ้นย่อมาอยู่ที่ 161 บาท จึงเป็นปัจจัยกดดันตลาด
นอกจากนี้ตลาดรอติดตามผลการตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ กรณีที่ “ทรัมป์” ขึ้นภาษีกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกในวันที่ 14 ม.ค.นี้ โดยจากผลโพล 3 ใน 4 ระบุว่า “ทรัมป์” มีความผิด ทำให้สหรัฐฯอาจจะต้องคืนให้กับบริษัทฯ และประเทศต่างๆ รวมเป็นเม็ดเงินสูงถึง 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ มีบริษัทฟ้องร้องเกิน 1,000 บริษัท ต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด โดยฝั่งเอเชียถูกเก็บภาษีสูง เช่น ไทย 19% จีน 30 %อินเดีย 50%เวียดนาม 20% ถ้าถูกปลดล็อกภาพตลาดหุ้นในเอเชียจะดีขึ้นและเห็นเม็ดเงินไหลเข้าเอเชียเพิ่ม
ส่วนไทยในปีที่ผ่านมารับมือภาษีทรัมป์ผู้ประกอบการเร่งส่งออกทำให้เติบโตสูงถึง 10% แต่ในปี 69 หลายสำนักคาดการณ์ว่าส่งออกติดลบ 1% ถ้ามีการยกเลิกเก็บภาษีจริงจะทำให้ส่งออกกลับมาขยายตัว และหนุนจีดีพีโตมากกว่า 2% ซึ่งหุ้นที่ได้ประโยชน์จะเป็นหุ้นส่งออกไปสหรัฐฯ เช่น DELTA, KCE, HANA และหุ้นนิคมอุตสาหกรรม เช่น AMATA , WHA เป็นต้น
ทั้งนี้ในสัปดาห์หน้าต้องติดตามตัวเลข CPI สหรัฐฯ ในเดือนธ.ค. คาดทรงตัวอยู่ที่ 2.7% นำเข้าส่งออกธ.ค. 68 ของจีน คาดว่า ส่งออกโตเพียง 3.8% จากเดิมบวก 5.9% นำเข้าโต 0.8% จากเดิมบวก 1.9%
สำหรับไทยเริ่มเข้าสู่โหมดเลือกตั้งเหลือเวลาประมาณ 1 เดือน โดยจากสถิติในอดีต 6 ครั้งที่ผ่านมา หุ้นจะขึ้นประมาณ 0.6% และดัชนีจะดีดเร่งตัวขึ้นมาในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง 2% จากนั้น 1 เดือนหลังการเลือกตั้งขึ้นต่อไปอีกจะได้ประมาณ 2.6% ซึ่งเมื่อใกล้วันเลือกตั้งดัชนีตลาดหุ้นไทยจะค่อย ๆ ขยับขึ้น โดยหุ้นไทยที่ผ่านมาแลกการ์ดกว่าตลาดหุ้นในเอเชีย
แม้ในอดีตตลาดหุ้นไทยในเดือนม.ค. 68 ดัชนีย่อไปเกือบ 90 จุด แต่ในดือนม.ค. 69 คาดว่าจะไม่เจอเหตุการณ์แบบนั้น เนื่องจากที่แล้วมีแรงขาย LTF ออกมาประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาท และในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมายังไม่เห็นแรงขาย LTF และกำไรของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 4/67 เคยลดลงอย่างมากเหลือเพียง 1.37 แสนล้านบาท แต่ไตรมาส 4/68 คาดว่าทำได้ปกติเกินกว่า 2.5 แสนล้านบาท หนุนกำไรบจ. จะเติบโตจากฐานต่ำถึง 80-90% จึงเชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นอีก
ส่วนสัปดาห์หน้าคาดว่าหุ้นไทยฟื้นตัวและไปต่อ หลังเม็ดเงินสหรัฐฯ เริ่มไหลเข้ามาในตลาดเกิดใหม่ แต่ที่ดัชนีติดลบมาจาก DELTA โดยประเมินกรอบแนวรับ 1,240 หจุด แนวต้านแรกที่ระดับ 1,265 จุด แนวต้านถัดไปที่ 1,280 จุด
หุ้นเด่นแนะนำ เก็งกำไร หุ้นรับอานิสงส์ หาก Tariff ผิดกฏหมาย
- DELTA ราคาเป้าหมาย 183.00 บาท
- KCE ราคาเป้าหมาย 25.75 บาท
- WHA ราคาเป้าหมาย 4.36 บาท
หุ้นปันผลแนะนำ
- PTTEP ราคาเป้าหมาย 140.00 บาท div yield 6% ต่อปี
- SIRI ราคาเป้าหมาย 1.72 บาท div yield 9% ต่อปี
ฝั่ง “ฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์” CFTe,CISA ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย และนักกลยุทธ์การลงทุน บล. กรุงศรี มองว่า หุ้นไทยสัปดาห์หน้า “ฟื้นตัว” หลัง DELTA สร้างความผันผวนสัปดาห์ก่อน Downside จำกัด จากโซนแนวรับหลัก MA200 กรอบ 160-157 บาท ขณะที่คาดแรงส่งตลาดอยู่ที่ความเชื่อมั่นนโยบายการเงินผ่อนคลาย นำโดยรายงานภาคแรงงานคาดอยู่ในทางอ่อนตัวกว่าระดับการจ้างงานปกติ ส่วนรายงานเพิ่มเติมสัปดาห์นี้คือ เงินเฟ้อ CPI คาดยังอยู่ในกรอบต่ำกว่า Fed Fund Rate ผสาน กระแสเงินทุนปัจจุบันเป็นภาพหมุนจากหุ้นเทคฯ (รอพัฒนาการ AI) สู่ Value
ประเมินหุ้นนำตลาด 1. หุ้น Value ที่ซื้อขายต่ำกว่า AVG – 1.0 S.D. และเริ่มมีจุดเปลี่ยนเข้ามา อาทิ โรงกลั่น BCP, SPRC ปิโตรเคมี IVL, PTTGC 2.) หุ้นตลาดคาดกำไร 4Q25F ดี อาทิ ADVANC, TRUE, PYLON, SC โดยสัปดาห์หน้าประเมินแนวต้านแรก 1,268 จุด แนวต้านถัดไปที่ 1,278 จุด แนวรับแรกที่ 1,243 จุด แนวรับถัดไปที่ 1,234 จุด
ปัจจัยที่มีผลต่อตลาดหุ้นไทย
• 12 ม.ค. – 8 ก.พ. ติดตามแนวนโยบายของพรรคการเมืองหลักของไทย ที่ใช้หาเสียงคาดความเข้มข้นนโยบายยิ่งใกล้เลือกตั้ง ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ + แนวโน้มคะแนนนิยม
• 13 ม.ค. เงินเฟ้อ CPI ธ.ค. ของสหรัฐฯ คาด + 2.7%y-y, +0.3%m-m
• 14 ม.ค. ติดตามตัวเลขการค้าระหว่างประเทศ ธ.ค.68 ของจีน คาดส่งออก +3.0%y-y จากเดิมอยู่ที่ +5.9%y-y, นำเข้า +0.7%y-y จากเดิมอยู่ที่ +1.9%y-y, ดุลการค้า คาด เกินดุล 1.14 แสนล้านเหรียญ จากเดิมอยู่ที่ เกินดุล 1.12 แสนล้านเหรียญ
• 14 ม.ค. ยอดค้าปลีก พ.ย. สหรัฐฯ คาด +0.4%m-m
• 16 ม.ค. ผลผลิตอุตสาหกรรม พ.ย. สหรัฐฯ คาด +0.2%m-m
• 13 ม.ค. รายงานนักท่องเที่ยวต่างชาติรายสัปดาห์ของไทย
หุ้นเด่นแนะนำ
• ADVANC (TP26F-360): กำไร 4Q25F เด่น+35%y-y, +3.4%q-q และให้ Yield สูง
• BCP (TP26F-44): มุมมองต่อต้นทุนน้ำมันระยะกลาง-ยาว ผสาน Yield เด่นเกินปีละ 4%
• ITC(TP26F-20): กำไรกลับมาฟื้นตั้งแต่ 4Q25F แม้เงินบาทยังแข็ง และเด่นขึ้นช่วงถัดไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
