PTGเข้มรักษาสภาพคล่อง ซุ่มเจรจา’นอนออยล์’3-4ดีล

#PTG #ทันหุ้น - PTG คุมเข้มค่าใช้จ่าย เพื่อรักษาสภาพคล่อง รับมือความไม่แน่นอน จากสงครามตะวันออก แต่ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจนอนออยล์เหตุ สร้างความยั่งยืนในระยะยาว แย้มซุ่มดีลเจรจาซื้อธุรกิจอาหาร-เครื่องดื่ม 3-4 ราย ลุยเปิดสาขาร้านกาแฟพันธุ์ไทย หวังขึ้นแท่นเบอร์ 1 ภายใน 3-5 ปี คาดปีนี้ราว 800 สาขา เน้นแฟรนไชส์มากขึ้น ด้าน “ทริส” คงเรตติ้ง BBB+
นายรังสรรค์ พวงปราง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยว่าสถานการณ์สงครามสหรัฐกับอิหร่านยังมีความไม่แน่นนอนสูง ทำให้บริษัทต้องระมัดระวังมากขึ้น และรักษาสภาพคล่องทางการเงิน แต่หากเป็นโครงการที่ส่งผลดีกับบริษัทระยะยาวก็พร้อมในการลงทุน อย่างธุรกิจนอนออยล์บริษัทยังคงเดินหน้าขยายต่อเนื่อง โดยขณะนี้บริษัทมีการเจรจาซื้อแบรนด์อาหารและเครื่องดื่มจำนวนมาก ซึ่งมีดีลที่มีโอกาสได้ข้อสรุปประมาณ 3-4 ดีล โดยแบรนด์อาหารและเครื่องดื่มที่เป็นรู้จัก และตอบโจทย์ 3 อ. คือ อิ่ม (จานใหญ่) อร่อย ราคาเอื้อมถึง โดยปัจจุบันบริษัทมีแบรนด์อาหารและเครื่องดื่ม รวม 4 แบรนด์ คือ ร้านกาแฟพันธุ์ไทย คอฟฟี่วิลด์ ร้านซับเวย์ (Subway) ก๋วยเตี๋ยวเรือพระนคร
@เป้าขึ้นแท่นอันดับ 1
สำหรับร้านกาแฟพันธุ์ไทยบริษัทมีแผนขยายสาขาต่อเนื่อง เพราะบริษัทมีเป้าหมายเป็นร้านกาแฟที่มีสาขามากสุดเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย ภายใน 3-5 ปี โดยแต่ละปีขยายมากสุดประมาณ 1,000 สาขา โดยปีนี้มีแผนขยายประมาณ 800 สาขา จากสิ้นปี 2568 มีสาขาอยู่ที่ 2,151 สาขา โดยจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเกี่ยวกับสงครามที่มีผลกระทบภาพเศรษฐกิจนั้น รูปแบบการเปิดสาขาอาจจะต้องปรับเปลี่ยน จากเดิมที่บริษัทเน้นเปิดสาขาเอง อาจจะต้องเน้นการเปิดแฟรนไชส์มากขึ้
นายรังสรรค์ กล่าวว่า งบลงทุนธุรกิจนอนออยล์ปีนี้ยังคงใช้ตามที่เคยประกาศเอาไว้ คือ 1,500–2,000 ล้านบาท โดยมีแผนขยายสาขา ร้านกาแฟพันธุ์ไทย เพิ่มไม่ต่ำกว่า 800 สาขา พร้อมเดินหน้าเปิดศูนย์บริการและซ่อมบำรุงรถยนต์ Autobacs ใหม่อีก 50 สาขา เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่เปิดใหม่ไม่ถึง 20 สาขา หลังปีที่ผ่านมาบริษัทพิจารณาความเหมาะสมในการขยายสาขาตามภาวะเศรษฐกิจ ทำให้การเปิดศูนย์บริการอยู่ในระดับจำกัด
ส่วนการขยายสาขาสถานีบริการน้ำมันปีนี้ อาจจะชะลอตัวลง โดยสาขาที่บริษัทจะเปิดนั้น บริษัทจะต้องมั่นใจว่า เป็นพื้นที่ ที่ใช่ เพราะปัจจุบันกระแสรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามามีผลอย่างนัยสำคัญ จากที่บริษัทเห็นอัตราการเข้าชาร์จไฟของรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น อาจจะต้องปรับขยายหัวชาร์จไฟฟ้ามากขึ้น
@เน้นบริหารสต๊อก
ด้านสถานการณ์ของสถานีบริการน้ำมัน ตอนนี้บริษัทจะเน้นเรื่องการบริหารสต๊อกเป็นสำคัญให้เพียงพอกับความต้องการเติมน้ำมันของลูกค้า และเน้นการดูแลลูกค้าโดยการจัดทำโปรโมชันผ่านบัตร Max card ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกอยู่ที่ 27 ล้านใบ ซึ่งรวมทั้งบัตรเขียวและบัตรแดง
อย่างไรก็ตามบริษัทอยู่ระหว่างการพัฒนาแพลตฟอร์ม และแอปพลิเคชันของบริษัท ให้ดียิ่งขึ้นให้สามารถรองรับความต้องและตอบโจทย์ลูกค้าในอนาคต เพราะบริษัทมีเป้าหมายที่จะไม่ใช่เป็นบริษัทน้ำมัน แต่มีเป้าหมายยกระดับบริษัทสู่การเป็น แพลตฟอร์ม ที่เชื่อมโยงสินค้าและบริการหลากหลายเข้าด้วยกัน ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม การเดินทางการบริการรถยนต์ บริการสถานีชาร์จไฟของรถไฟฟ้า
@ทริสคงเรตติ้ง BBB+
ทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “BBB+” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งของบริษัทซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากการมีเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ตลอดจนการขยายกิจการอย่างต่อเนื่องในธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน และโครงการสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตและการขายพ่วงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตก็มีข้อจำกัดจากการที่บริษัทมีการลงทุนขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากกลยุทธ์การเติบโตของบริษัท และการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน นอกจากนี้ การพิจารณาอันดับเครดิตยังคำนึงถึงความเสี่ยงจากการแทรกแซงด้านราคาจากรัฐบาลซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อค่าการตลาดน้ำมันของอุตสาหกรรมในภาพรวมอีกด้วย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
