รีเซต

"ก.ล.ต." ไขปม ประเด็น ซื้อหุ้นทิพย์ ตรวจสอบรัดกุม สร้างความเชื่อมั่น

"ก.ล.ต." ไขปม ประเด็น ซื้อหุ้นทิพย์ ตรวจสอบรัดกุม สร้างความเชื่อมั่น
TNN ช่อง16
10 กรกฎาคม 2569 ( 18:39 )
14

ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ "TNN Wealth" ถึงประเด็นการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์อันเป็นเท็จตามแบบรายงาน 246-2 ของ "สุภาพร พิมพ์พงษ์" โดยเปิดเผยว่า

ข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว สุภาพร พิมพ์พงษ์ ได้ดำเนินการบันทึกรายการการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ตามรายงาน 246-2 จำนวน 6 หลักทรัพย์ รวมทั้งหมด 7 รายการ โดยรายการได้มาที่ปรากฎเป็นข้อมูลตั้งแต่ 2564-2569 ซึ่งทางสำนักงานก.ล.ต.ได้ตรวจสอบแล้วพบว่า การรายงานข้อมูลดังกล่าว ไม่ใช่ข้อมูลคงค้างที่อยูในระบบ แต่เป็นการบันทึกรายการในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และ 2 กรกฎาคม 2569

โดยวัตถุประสงค์ของแบบรายงาน 246-2 นั้น เป็นรายงานที่ให้ผู้มีหน้าที่ต้องรายงานการได้มา หรือจำหน่ายไป ซึ่งหลักทรัพย์ เป็นข้อมูลที่มีความสำคัญ เพื่อแจ้งให้สาธารณะชนได้ทราบ ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ใช้ในระดับสากล ไม่ใช่เพียงในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของบริษัทจดทะเบียนในการเปิดเผยข้อมูล เช่นเดียวกับงบการเงิน หรือผลการดำเนินงาน

ทางสำนักงานก.ล.ต.ซึ่งทำหน้าที่เป็น Regulator ก็จะทำการสอบทานในอีกกระบวนการหนึ่ง หากพบความผิดปกติ หรือมีข้อสงสัย ก็จะมีการแจ้งสู่สาธารณชนได้ทราบ ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมาย หากตรวจพบว่ามีการกระทำความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงแบบรายงาน 246-2 ด้วยเช่นเดียวกัน ทั้งนี้แบบรายงาน 246-2 นั้นจะถูกสอบทานและแจ้งให้สาธารณชนทราบว่าเป็น "ข้อมูลเบื้องต้น" หากพบความผิดปกติ และ สำนักงาน ก.ล.ต. ยืนยันว่ามีกระบวนการในการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ 

เมื่อถามถึงในกรณีของ สุภาพร พิมพ์พงษ์ ถึงแรงจูงใจในการกระทำดังกล่าว เลขาฯก.ล.ต.ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า สำนักงานก.ล.ต.ได้ทำการประสาน และพูดคุยกับผู้บันทึกรายการเรียบร้อยแล้ว ส่วนการจะเปิดเผยถึงแรงจูงใจนั้น จำเป็นที่จะต้องได้ข้อยุติในเรื่องกฎหมายเสียก่อน ซึ่งอยู่ในกระบวนการการตรวจสอบ

โดยจากการตรวจสอบข้อมูลในการรายงานทั้งหมดพบว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และเป็นรายการธุรกรรมที่ไม่มีอยู่จริง โดยได้นำรายการข้อมูลที่ไม่ถูกต้องออกจากระบบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

ทั้งนี้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ "ผู้มีหน้าที่รายงาน" คือผู้ที่ได้มา หรือจำหน่ายไปซึ่งหลักทรัพย์ และเกิดการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นที่มากขึ้น หรือลดลง ในจำนวนที่กำหนดเช่น 5%, 10% เป็นต้น ซึ่งมีความเป็นไปได้ทั้งผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และผู้ถือหุ้นรายย่อย ทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล ซึ่งจะมีการตรวจสอบตามกระบวนการอย่างเข้มงวด

ในขณะที่มาตรการในการตรวจสอบ หรือกระบวนการในการสอบทานข้อมูลตามแบบรายงาน สำนักงานก.ล.ต.ยืนยันว่ามีการสอบทานข้อมูลอย่างเป็นระบบตามหน้าที่ ซึ่งเมื่อผู้มีหน้าที่รายงานแบบเข้ามาก.ล.ต.ก็จะดำเนินการตรวจสอบทุกแบบทันที และเมื่อพบความผิดปกติ หรือแบบที่รานงานนั้นไม่ถูกต้อง จะมีการนำข้อมูลออกจากระบบทันที

ถือว่าเป็นกระบวนการปกติ เนื่อจากข้อมูลที่ผู้มีหน้าที่ต้องรายงานนั้น ไม่ว่าจะเป็นผลประกอบการ งบการเงิน เป็นความรับผิดชอบของผู้รายงาน สำนักงานก.ล.ต.จะเข้าไปตรวจสอบได้ก็ต่อเมื่อมีผู้รายงานตามแบบแล้วเท่านั้น ไม่สามารถที่จะไปดำเนินการใด ๆ ก่อนที่จะมีการบันทึกแบบทำรายการได้ โดยกระบวนการสอบทาน หรือแจ้งสู่สาธารณะ หลังจากการตรวจสอบ ถึงจะเป็นความรับผิดชอบของก.ล.ต.

ทั้งนี้ในกระบวนการตรวจสอบสำนักงานก.ล.ต.มีการประสาน และเชื่อมโยงข้อมูลกับทุกส่วนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ผ่านการยืนยันอย่างถูกต้อง

แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของการตรวจสอบบัญชีผู้ถือหุ้นนั้น ก็ยังมีข้อจำกัดเนื่องจากข้อมูลผู้ถือหุ้นนั้นจะเป็นปัจจุบันก็ต่อเมื่อมีการปิดสมุดบัญชีแล้วเท่านั้น ไม่สามารถเชื่อโยงข้อมูลผู้ถือหุ้นในลักษณะที่เรียลไทม์ได้ โดยที่ผ่านมามีการปรึกษาถึงแนวคิดในการปิดสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นที่ถี่ขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเป็นปัจจุบันมากที่สุด ซึ่งเป็นแนวทางที่มีการพูดคุยกันมาก่อนหน้าที่จะเกิดประเด็นดังกล่าว เป็นสิ่งที่ก.ล.ต.ให้ความสำคัญมาโดยตลอดในการพัฒนาระบบ หรือโครสร้างของตลาดทุนให้เข้ากับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน สามารถตอบโจทย์ หรือเพิ่มศักยภาพการลงทุนได้

ขณะที่กระบวนการในการป้องกันความเสี่ยงที่รัดกุมขึ้นหลังจากนี้ สำนักงานก.ล.ต.ยังคงมีความเชื่อมั่นว่ากระบวนการสอบทานต่าง ๆ ในปัจจุบันนั้นยังคงมีศักยภาพ การแจ้ง หรือเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณชนนั้นจะต้องมีความถูกต้อง และผ่านการสอบทานเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสำนักงานก.ล.ต.จะเร่งดำเนินการเรื่องการสื่อสารเพื่อสร้างเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อการนำข้อมูลที่เปิดเผยไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนของการบังคับใช้การตรวจสอบข้อมูล KYC (Know Your Customer) หรือกระบวนการยืนยันตัวตนนั้น สำนักงานก.ล.ต.ยืนยันว่าทั้งการดำเนินการของบริษัทหลีกทรัพย์เอง หรือทางก.ล.ต.มีการกำหนดมาตรการ และบังคับใช้กระบวนการ KYC อย่างเข้มงวด ผู้ที่จะบันทึกแบบรายการทุกคน จะสามารถตรวจสอบย้อนหลังกลับไป และสามารถตรวจสอบตัวตนของผู้ที่บันทึกแบบรายการได้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะกระทบความเชื่อมั่นของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัทจดทะเบียน หรือผู้ลงทุนหรือไม่อย่างไร สำนักงานก.ล.ต.ยังคงมีความเชื่อมั่นว่ากระบวนการตรวจสอบต่าง ๆ ที่มีอยู่ยังคงรัดกุม และยึดหลักในความถูกต้องโปร่งใสกับทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ซึ่งความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนอาจจะมีกระทบบ้าง แต่สำนักงานก.ล.ต.พร้อมที่จะสื่อสาร และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องของกระบวนการทำงานต่าง ๆ ที่จะเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบ เพื่อให้ได้มาซึ่งความถูกต้องของข้อมูลที่จะเปิดเผยสู่สาธารณะ ซึ่งสำนักงานก.ล.ต.ยินดีที่จะสื่อสารการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำความเข้าใจที่ถูกต้อง และพร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

สุดท้าย สำนักงานก.ล.ต.ได้เน้นย้ำถึงผู้ที่มีหน้าที่เปิดเผยข้อมูล จำเป็นที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลด้วยความถูกต้อง สุจริต ซึ่งหากมีการบันทึกรายงานใด ๆ ก็ตามที่ตรวจพบความไม่ถูกต้องหรือมีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ หรือนำเข้าข้อมูลที่เป็นเท็จ ก็จะมีบทลงโทษทางกฎหมายตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์ รวมถึงกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง