รีเซต

ครม.ไฟเขียวแก้กฎหมายตลาดทุน 4 ฉบับ ดึง ก.ล.ต. ร่วมปราบปั่นหุ้น ปูทาง TISA

ครม.ไฟเขียวแก้กฎหมายตลาดทุน 4 ฉบับ ดึง ก.ล.ต. ร่วมปราบปั่นหุ้น ปูทาง TISA
ทันหุ้น
25 สิงหาคม 2569 ( 14:35 )
8

#ทันหุ้น ครม. ไฟเขียวแก้กฎหมายตลาดทุน 4 ฉบับ ดึงก.ล.ต.ร่วมทีมตำรวจสอบคดีปั่นหุ้น-ทุจริต กำกับผู้สอบบัญชี ยกระดับการคุ้มครองและความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน พร้อมปูทางการบังคับใช้บัญชีออมเงิน Tisa คาดกฎหมายมีผลปี 70

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า  คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบหลักการร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนรวม 4 ฉบับ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและปรับปรุงระบบการกำกับดูแลให้ทันสมัย โดยมีประเด็นสำคัญ คือ การให้อำนาจสำนักงาน ก.ล.ต. เป็นพนักงานสอบสวนร่วมกับตำรวจในคดีที่มีผลกระทบสูงต่อตลาดทุน เพื่อความรวดเร็วในการบังคับใช้กฎหมายและคุ้มครองนักลงทุน

สำหรับกฎหมาย 4 ฉบับที่ได้รับการเห็นชอบ ประกอบด้วย 1.ร่าง พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์  2.ร่าง พ.ร.บ. สัญญาซื้อขายล่วงหน้า 3.ร่าง พ.ร.บ.ทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน

4.ร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัล

เขากล่าวด้วยว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ ร่างกฎหมายจะถูกส่งต่อไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาและวิปรัฐบาล ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของสภาตามวาระต่อไป โดยกระทรวงการคลังและ ก.ล.ต.ตั้งเป้าหมายให้กฎหมายทั้งหมดมีผลบังคับใช้ทันภายในปี 2570

นางสาวพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)กล่าวว่า การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินคดีอาญา โดยกำหนดให้สำนักงาน ก.ล.ต. สามารถเป็นพนักงานสอบสวนร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือ DSI ได้ โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นคดีที่มีผลกระทบสูง (High Impact) เช่น คดีที่มีมูลค่าความเสียหายสูง หรือคดีทุจริตที่มีลักษณะร้ายแรง

เธอกล่าวว่า จากเดิมที่ ก.ล.ต.จะทำหน้าที่เพียงรวบรวมหลักฐานและกล่าวโทษ ซึ่งต้องส่งต่อให้ตำรวจเริ่มกระบวนการสอบสวนใหม่ ทำให้ระยะเวลาเฉลี่ยในชั้นตำรวจก่อนถึงอัยการใช้เวลานานกว่า 2 ปี การปรับโฉมใหม่นี้จะนำทักษะเฉพาะทางของ ก.ล.ต. ในด้านการวิเคราะห์งบการเงินและเส้นทางการเงินในตลาดหุ้น มาผสมผสานกับทักษะการสอบสวนเชิงลึกของตำรวจ ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดระยะเวลาขั้นตอนทางกฎหมายลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ กฎหมายจะกำหนดให้คณะกรรมการก.ล.ต. มีอำนาจกำหนดเกณฑ์ว่าคดีไหนเข้าข่าย ซึ่งพิจารณาจากมูลค่าความเสียหายหรือลักษณะการกระทำความผิด เช่น เป็นคดีทุจริตหรือคดีอาญาร้ายแรง แม้มูลค่าอาจไม่สูงมากแต่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง เป็นต้น

“ปัจจุบันกระบวนการจาก ก.ล.ต. ไปถึงตำรวจและอัยการในคดีทุจริต ใช้เวลาเฉลี่ยถึง 2 ปี การแก้ไขนี้จะทำให้ "ส่วนที่ 1" (ก.ล.ต. สืบสวน) และ "ส่วนที่ 2" (ตำรวจสอบสวน) ทำงานทับซ้อนกันได้ทันที ช่วยลดขั้นตอนที่ต้องมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ในชั้นตำรวจ”

นอกจากการปราบปรามการทุจริตแล้ว กฎหมายใหม่ยังขยายอำนาจการกำกับดูแลไปถึงกลุ่มผู้ดูแลประตู (Gatekeepers) ในตลาดทุนจากเดิมที่ ก.ล.ต. กำกับดูแลเพียงตัวบุคคลที่เป็นผู้สอบบัญชี แต่ร่างกฎหมายใหม่จะให้อำนาจเข้ากำกับดูแลไปถึงสำนักงานสอบบัญชี รวมถึงที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) และสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating Agency) ทั้งในและต่างประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

“เดิม ก.ล.ต. กำกับดูแลได้เพียงตัวบุคคลหรือผู้สอบบัญชี แต่กฎหมายใหม่จะให้อำนาจกำกับดูแลไปถึง สำนักงานสอบบัญชีโดยตรง ขณะเดียวกัน ยังครอบคลุมทั้งระบบ โดยไม่ได้จำกัดแค่ผู้สอบบัญชี แต่รวมถึงที่ปรึกษาทางการเงิน (FA), สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency), และผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ทั้งที่อยู่ในไทยและต่างประเทศ เพื่อให้กลุ่มนี้ต้องมีความรับผิดชอบต่อความโปร่งใสของตลาดทุนมากขึ้น”

ด้านนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)กล่าวว่า การปฏิรูปกฎหมายครั้งนี้ยังถือเป็นรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล โดยปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร เพื่อลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการและช่วยให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงตลาดทุนได้สะดวกและต้นทุนต่ำลง

นอกจากนี้ ยังช่วยการยกระดับความเชื่อมั่นในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปูทางไปสู่โครงการ Tisa (Thai Individual Savings Account)หรือบัญชีการออมของภาคประชาชน เพื่อให้มั่นใจว่านักลงทุนกลุ่มใหม่และคนทั่วไปที่จะเข้ามาออมเงินผ่านตลาดทุนจะได้รับความคุ้มครองอย่างเต็มที่ในทุกมิติ

“การปฏิรูปกฎหมายครั้งนี้ถูกวางไว้เป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นเพื่อรองรับ Tisa หรือบัญชีการออมภาคประชาชน”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง