เทียบแผนดึงเงินลงทุนระหว่าง"ไทย-เวียดนาม"

สำหรับกลยุทธ์ในการดึงเงินลงทุนจากต่างชาติทั้งของฝั่งไทยและเวียดนามรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการกำหนดแผนและมาตรการ รวมถึงการจัดทำเป้าหมายโครงการไว้ชัดเจนส่วนของไทยเองคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เร่งผลักดันนโยบายเซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ โดยคณะกรรมการได้พิจารณาร่างฉบับแรกของยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์ก่อนยุบสภาไปแล้ว โดยขณะนี้กำลังเสนอแต่งตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ชุดใหม่ เบื้องต้นคาดว่าแผนฉบับสมบูรณ์จะมีผลใช้บังคับในไตรมาส 3 ปีนี้
สำหรับยุทธศาสตร์ Made-in-Thailand Chips มีเป้าหมายเพื่อดึงเงินลงทุน 2.5 ล้านล้านบาท ใน 25 ปี (2026 -2050) ซึ่งจะพัฒนาบุคลากร 230,000 คน เพื่อสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ครบวงจร และมีการลงทุนผลิตชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication)
ขณะที่ยุทธศาสตร์เชิงรุกของรัฐบาลเวียดนาม ตั้งเป้าผลิตวิศวกรเซมิคอนดักเตอร์ให้ได้ถึง 50,000 คน ภายในปี 2030 แบ่งเป็นนักออกแบบชิป 15,000 คน และวิศวกรด้านการผลิต และแพ็กเกจ 35,000 คน ซึ่งหน่วยงานของเวียดนามระบุว่ากุญแจสำคัญของแผนดังกล่าวเป็นการทำงานร่วมกันผ่านศูนย์นวัตกรรมแห่งชาติ ที่ทำหน้าที่เชื่อมมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Synopsys, ARM, Marvell และ Intel
นอกจากนี้ รัฐบาลเวียดนามลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เตรียมสร้างโรงงานผลิตเวเฟอร์ ระดับ 32 นาโนเมตร กำลังการผลิต 5,000 แผ่นต่อเดือน โดยบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติอย่าง Viettel ตลอดจนให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยเพื่อดึงบุคลากรที่มีความสามารถ
อีกทั้งเวียดนามกำลังเร่งสร้างแต้มต่อใหม่ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในช่วงปี 2030-2050 จะขยายโครงข่ายทางด่วนจาก 89 กิโลเมตรเป็นกว่า 3,000 กิโลเมตรในปี 2568 และตั้งเป้าแตะ 5,000 กิโลเมตรในปี 2573 พร้อมเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเหนือ-ใต้ วงเงินกว่า 67,340 ล้านดอลลาร์เชื่อมฮานอย-โฮจิมินห์ ระยะทาง 1,541 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมห่วงโซ่อุปทานจากจีนตอนใต้สู่ฐานการผลิตใหม่ของโลก
ขณะที่ด้านโครงส้รางพื้นฐานไทยอยู่ระหว่างผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ มูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านบาท เชื่อมชุมพร-ระนอง เพื่อยกระดับไทยเป็น Gateway เชื่อมมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก แต่ยังเผชิญโจทย์สำคัญเรื่องความรวดเร็วในการผลักดันโครงการ
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาเวียดนามอาจเรียกได้ว่าบ้านหลังที่สองของนักลงทุนไทยเพราะข้อมูลล่าสุดพบว่า เวียดนามยังเป็นหนึ่งในจุดหมายการลงทุนสำคัญที่สุดของทุนไทยในอาเซียน โดย ณ สิ้นปี 2568 ไทยมีโครงการลงทุนในเวียดนามประมาณ 775 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนสะสมกว่า 14,960 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ไทยติดอันดับ 8 ของประเทศที่ลงทุนในเวียดนามมากที่สุด
สำหรับนักลงทุนไทยรายใหญ่สุดในเวียดนามน่าจะมี 5 กลุ่มหลักประกอบด้วย1. Siam Cement Group (SCG)กลุ่มอุตสาหกรรมรายใหญ่ของไทย ลงทุนในเวียดนามทั้งธุรกิจปูนซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง บรรจุภัณฑ์ และปิโตรเคมี โครงการสำคัญคือ Long Son Petrochemicals Complex มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ปัจจุบัน SCG เป็นหนึ่งในนักลงทุนไทยรายใหญ่ที่สุดในเวียดนาม
โดยเข้าไปดำเนินธุรกิจตั้งแต่ปี 2535 ครอบคลุมปูนซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง บรรจุภัณฑ์ และปิโตรเคมี มีพนักงานในเวียดนามกว่า 16,000 คน และมีโครงการสำคัญคือโรงงานปิโตรเคมี Long Son Petrochemicals มูลค่ากว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการ FDI ที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม
2. ThaiBevเจ้าของแบรนด์เครื่องดื่มรายใหญ่ของไทย โดยเข้าซื้อหุ้นบริษัทเบียร์ยักษ์ใหญ่ของเวียดนาม Sabeco มูลค่าประมาณ 4.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2560 ปัจจุบันถือหุ้นทางอ้อม 53.6% ถือเป็นหนึ่งในการลงทุนต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของภาคเอกชนไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในดีลต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของภาคเอกชนไทย ทำให้ ThaiBev มีฐานธุรกิจครอบคลุมตลาดผู้บริโภคกว่า 100 ล้านคนของ SABECO
3. Central Groupกลุ่มค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของไทย เข้าไปลงทุนในธุรกิจห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และค้าปลีกสมัยใหม่ เป็นเจ้าของเครือข่าย GO!, Big C Vietnam และศูนย์การค้าหลายแห่ง ดังนั้นเวียดนามถือเป็นตลาดต่างประเทศที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของกลุ่ม และยังได้ประกาศแผนลงทุนเพิ่มอีกประมาณ 1.48 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปี 2566-2570 เพื่อขยายธุรกิจค้าปลีกทั่วประเทศ
4. CP Group เครือเจริญโภคภัณฑ์ ดำเนินธุรกิจเกษตร อาหาร และปศุสัตว์ผ่าน CP Vietnam และเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารและเนื้อสัตว์รายใหญ่ที่สุดในเวียดนาม มีฐานการผลิตกระจายอยู่หลายจังหวัด โดยได้เริ่มเข้าไปดำเนินธุรกิจในเวียดนามมาตั้งแต่ปี 2536 ผ่านบริษัท CP Vietnam ส่งผลให้ปัจจุบันมีโรงงาน 21 แห่ง และเครือข่ายฟาร์มคู่สัญญากว่า 2,500 แห่ง ถือเป็นหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารเวียดนาม
5. Amata Corporation ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ของไทย ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมในหลายพื้นที่ของเวียดนาม ล่าสุดยังมีแผนขยายการลงทุนด้านนิคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงเพิ่มเติม การมีนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งในเวียดนาม นอกจากรองรับการลงทุนจากไทยแล้วยังได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตเข้าสู่เวียดนามของนักลงทุนทั่วโลกอีกด้ว
ส่วนนักลงทุนไทยรายสำคัญอื่น ๆ เช่น B.Grimm Power – ธุรกิจพลังงานและโรงไฟฟ้า Gulf Energy Development – ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน
Super Energy Corporation – พลังงานหมุนเวียนและโซลาร์ฟาร์ม Berli Jucker (BJC) – ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคและค้าปลีก
ทำไมทุนไทยแห่ลงทุนเวียดนาม? คำตอบคือเวียดนามมีประชากรกว่า 100 ล้านคน กำลังซื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ค่าแรงยังแข่งขันได้เมื่อเทียบกับหลายประเทศในอาเซียน เป็นฐานการผลิตส่งออกสำคัญของโลก ได้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีหลายฉบับ และรัฐบาลเวียดนามเดินหน้าดึงดูด FDI อย่างต่อเนื่อง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
