รีเซต

NASA เล็งฟื้นชีพ SR-71 Blackbird ตำนานบินเหนือเสียงกลับสู่ฟ้า

NASA เล็งฟื้นชีพ SR-71 Blackbird ตำนานบินเหนือเสียงกลับสู่ฟ้า
TNN ช่อง16
3 ตุลาคม 2569 ( 15:19 )
11

วันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา เว็บไซต์ The War Zone รายงานความเคลื่อนไหวของเครื่องบินระดับตำนาน โดยองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซา (NASA) กำลังเดินหน้าตรวจสอบความเป็นไปได้ในการนำ เอสอาร์-71 แบล็กเบิร์ด (SR-71 Blackbird) หมายเลข 844 กลับมาบินอีกครั้ง หลังเครื่องบินความเร็วเหนือเสียงระดับตำนานลำนี้หยุดบินมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 1999 หรือเกือบ 27 ปี 

โดยมีรายงานว่า NASA นำเครื่องออกจากพื้นที่จัดแสดงของศูนย์วิจัยการบินอาร์มสตรอง (Armstrong Flight Research Center) รัฐแคลิฟอร์เนีย และเริ่มตรวจสอบสภาพระบบภายในแล้ว

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้รับความสนใจหลัง Aviation Week รายงานว่า NASA ติดต่ออดีตบุคลากรที่เคยทำงานกับ SR-71 ให้กลับมาช่วยโครงการ ขณะที่ภาพถ่ายดาวเทียมพบว่าเครื่องบินหมายเลข 844 หายไปจากจุดจัดแสดงตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม 2026 

สอดคล้องกับท่าทีของ จาเร็ด ไอแซกแมน (Jared Isaacman) ผู้บริหาร NASA ที่ประกาศต้องการฟื้นโครงการเครื่องบินทดลอง X-plane และผลักดันให้หน่วยงานกลับมาทดสอบการบินที่สูงและเร็วกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม NASA ยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะนำ SR-71 กลับขึ้นบินจริง หรือเปิดเผยว่าหากโครงการเดินหน้าจะใช้เครื่องบินทำภารกิจใด โดยหน่วยงานระบุเพียงว่ากำลังสำรวจโอกาสในการต่อยอดมรดกด้านการบินทดลอง และยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องบินหมายเลข 844 ในขณะนี้

⬛️ ทำไมต้องนำเครื่องบินอายุหลายสิบปีกลับมา

หนึ่งในคำอธิบายที่น่าสนใจมาจาก ทิม คอนเนอร์ส (Tim Conners) อดีตวิศวกรระบบขับเคลื่อนหลักของโครงการ Blackbird ของ NASA ในช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งปัจจุบันทำงานกับไทบีเรียส แอโรสเปซ (Tiberius Aerospace) เขาประเมินว่า หาก NASA ต้องการนำ SR-71 กลับมาบิน เหตุผลที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือการใช้เป็น แท่นทดสอบเครื่องยนต์ความเร็วสูงในอากาศ มากกว่าการศึกษาหลักอากาศพลศาสตร์แบบเดิม

เหตุผล คือ เทคโนโลยีการคำนวณพลศาสตร์ของไหล หรือ Computational Fluid Dynamics ในปัจจุบันสามารถจำลองอากาศพลศาสตร์ของเครื่องบินในช่วงความเร็วระดับนี้ได้แม่นยำขึ้นมาก แต่การจำลองเครื่องยนต์ความเร็วสูงขนาดใหญ่ที่ติดตั้งเข้ากับเครื่องบินจริง และต้องทำงานต่อเนื่องภายใต้ความร้อน แรงสั่นสะเทือน และกระแสอากาศจริง ยังมีข้อมูลบางส่วนที่การทดสอบบินสามารถให้ได้ดีกว่า

SR-71 จึงมีคุณสมบัติพิเศษตรงที่โครงสร้างได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่าสามารถบินต่อเนื่องที่ความเร็วมากกว่า Mach 3 และระดับความสูงกว่า 80,000 ฟุต หรือประมาณ 24 กิโลเมตร NASA เองเคยใช้เครื่องหมายเลข 844 เป็นแท่นทดสอบเทคโนโลยีหลายประเภท รวมถึงโครงการเครื่องยนต์จรวดลิเนียร์แอโรสไปก์ (Linear Aerospike SR-71 Experiment: LASRE) ในช่วงทศวรรษ 1990

ดังนั้น หากต้องสร้างเครื่องบินทดลอง Mach 3 ขนาดใหญ่ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ต้นทุนและเวลาอาจสูงมาก การนำโครงสร้าง SR-71 ที่มีอยู่แล้วกลับมาใช้จึงเป็นอีกทางเลือกที่ NASA กำลังประเมิน แม้ว่าการทำให้เครื่องบินอายุหลายสิบปีกลับมามีสภาพพร้อมบินจะเป็นงานที่ซับซ้อนอย่างมาก

⬛️ ขั้นต่อไป เตรียมจ่ายไฟเข้าระบบหลังจอดมานาน 27 ปี

ในขณะนี้คาดว่าทีมงานวิศวกรได้ตรวจสอบสภาพภายในตัวเครื่องด้วยสายตาไปแล้ว และกำลังเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญคือ Power-on Testing หรือการจ่ายไฟฟ้าจากแหล่งภายนอกเข้าสู่เครื่องบิน เพื่อตรวจสอบว่าระบบไฟฟ้า สายไฟ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ยังสามารถทำงานได้หรือไม่

ปัญหาใหญ่ไม่ได้อยู่ที่โครงสร้างไทเทเนียมเพียงอย่างเดียว แต่คือวัสดุที่เสื่อมสภาพตามอายุ เช่น พลาสติก ฉนวนสายไฟ ซีล และวัสดุยืดหยุ่นต่าง ๆ แม้ส่วนประกอบของ SR-71 จะถูกออกแบบให้รับความร้อนและสภาพแวดล้อมรุนแรงจากการบินต่อเนื่องที่ประมาณ Mach 3.2 แต่การไม่ได้ใช้งานนานเกือบสามทศวรรษทำให้ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าระบบเหล่านี้ยังปลอดภัยสำหรับการบินหากระบบไฟฟ้าผ่านการตรวจสอบ 

ขั้นต่อไปที่ต้องให้ความสำคัญ คือ ระบบไฮดรอลิกและอุปกรณ์ควบคุมการบิน เพราะ SR-71 ใช้ระบบควบคุมแบบไฮโดรแมคคานิคัลจำนวนมาก ไม่ใช่ระบบดิจิทัลสมัยใหม่เหมือนเครื่องบินรุ่นใหม่

⬛️ เครื่องยนต์ J58 อาจเป็นโจทย์ยากที่สุด

อุปสรรคใหญ่ที่สุดของการนำ SR-71 กลับมาบินคือเครื่องยนต์ แพรตต์ แอนด์ วิตนีย์ เจ58 (Pratt & Whitney J58) เครื่องยนต์ที่ทำให้ Blackbird สามารถรักษาความเร็วเหนือ Mach 3 ได้

แม้ยังมี J58 หลายเครื่องอยู่ตามพิพิธภัณฑ์และสถานที่เก็บรักษา แต่ยังไม่ทราบว่ามีเครื่องใดอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน หลังหยุดนิ่งมาหลายสิบปี ตลับลูกปืนอาจเสียรูป ซีลอาจแตกร้าว และเชื้อเพลิงที่ตกค้างภายในท่ออาจกลายเป็นคราบจนเกิดการอุดตัน

ข้อมูลด้านวิศวกรรมของ J58 ยังเป็นอีกปัญหา คอนเนอร์สระบุว่าเอกสารบางส่วนยังมีอยู่ รวมถึงแบบของเครื่องบินและคู่มือปฏิบัติการ แต่ไม่แน่ชัดว่าเอกสารสำหรับถอดและประกอบเครื่องยนต์อย่างละเอียดหลงเหลือครบถ้วนเพียงใด ข้อมูลจำนวนหนึ่งของเครื่องยนต์ถูกทำลายหลังโครงการเดิมสิ้นสุดลง ทำให้การฟื้นระบบขับเคลื่อนเดิมอาจยากกว่าการซ่อมเครื่องบินทั่วไป

อีกทางเลือกหนึ่ง คือ การใช้ SR-71 เป็นแพลตฟอร์มสำหรับ เครื่องยนต์ความเร็วสูงรุ่นใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการใช้เครื่องบินเป็น Propulsion Test Bed แต่จนถึงขณะนี้ NASA ยังไม่ได้ประกาศว่าจะเปลี่ยนเครื่องยนต์ J58 หรือเลือกเครื่องยนต์รุ่นใดมาใช้งาน

⬛️ เชื้อเพลิง JP-7 เดิมก็ไม่มีเหลือแล้ว

เครื่องบิน SR-71 ไม่ได้ใช้เชื้อเพลิงอากาศยานทั่วไป แต่ใช้ เจพี-7 (JP-7) ซึ่งถูกพัฒนาสำหรับการบินด้วยความเร็วและอุณหภูมิสูงโดยเฉพาะ มีคุณสมบัติระเหยยากกว่าน้ำมันเครื่องบินทั่วไป

ก่อนนหน้านี้ NASA เคยมี JP-7 ปริมาณมากที่ได้รับมาจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ แต่คอนเนอร์สระบุว่าเชื้อเพลิงดังกล่าวถูกกำจัดไปเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน หากต้องใช้ระบบเครื่องยนต์แบบเดิมอีกครั้ง จึงจำเป็นต้องหาเชื้อเพลิงทดแทนหรือผลิตสูตรที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงขึ้นมาใหม่

เขาระบุว่ามีความเป็นไปได้ที่โรงกลั่นจะสามารถพัฒนาเชื้อเพลิงทดแทนจากน้ำมันในกลุ่ม Jet A หรือ JP-8 พร้อมปรับสารเติมแต่งเพื่อให้ได้คุณสมบัติที่เหมาะสม แต่เรื่องนี้ยังเป็นแนวทางทางวิศวกรรมที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ไม่ใช่เชื้อเพลิงที่ NASA ประกาศเลือกใช้อย่างเป็นทางการ 

⬛️ ยังไม่มีคำยืนยันว่า Blackbird จะกลับขึ้นฟ้า

แม้หลักฐานหลายด้านชี้ว่า NASA กำลังตรวจสอบ SR-71 หมายเลข 844 อย่างจริงจัง แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า Blackbird จะกลับขึ้นบินอย่างแน่นอน NASA ยังไม่ได้ประกาศโครงการฟื้นฟูอย่างเป็นทางการ ไม่ได้เปิดเผยงบประมาณ กำหนดการ เครื่องยนต์ หรือภารกิจที่จะใช้เครื่องบินลำนี้ เนื่องจากเครื่องบินลำนี้เคยเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีความลับขั้นสูงของสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ตาม มีการประเมินโอกาสที่เครื่องบิน SR-71 หมายเลข 844 จะกลับขึ้นบินไว้เพียง 25% ซึ่งเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของอดีตวิศวกร ไม่ใช่การประเมินอย่างเป็นทางการของ NASA

แต่ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นมีความสำคัญ เพราะเครื่องบิน SR-71 หมายเลข 844 ไม่ใช่เพียงเครื่องบินจัดแสดง มันคือ SR-71 ลำสุดท้ายที่เคยบินบนโลก โดยเที่ยวบินสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 1999 ก่อนที่เครื่องจะถูกเก็บรักษาและนำมาจัดแสดงที่ศูนย์ Armstrong ในเวลาต่อมา

หาก NASA สามารถนำเครื่องลำนี้กลับขึ้นบินได้จริง นอกจากจะเป็นการคืนชีพหนึ่งในเครื่องบินที่มีชื่อเสียงที่สุดในประวัติศาสตร์การบินแล้ว สิ่งสำคัญกว่า คือ SR-71 อาจกลับมาทำหน้าที่เดิมในฐานะ ห้องทดลองบินความเร็วสูง เพื่อทดสอบเทคโนโลยีที่จะถูกนำไปใช้กับเครื่องบินยุคถัดไป มากกว่าการฟื้น Blackbird เพื่อกลับไปทำภารกิจลาดตระเวนแบบเดิม 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง