ถอดบทเรียนภารกิจ Artemis 1 นาซาเดินหน้าภารกิจ Artemis 2 ท่ามกลางข้อผิดพลาด

การทดสอบจรวด Space Launch System (SLS) ในภารกิจ Artemis 2 จำเป็นต้องเลื่อนกำหนดการออกไปอีกครั้ง หลัง NASA ยุติการทดสอบเติมเชื้อเพลิงแบบ Wet Dress Rehearsal ในช่วงเช้าวันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เนื่องจากตรวจพบ การรั่วไหลของไฮโดรเจนเหลว ระหว่างกระบวนการเติมเชื้อเพลิงให้กับจรวด
รายงานระบุว่า ปัญหาเกิดขึ้นที่ จุดเชื่อมต่อระบบเชื้อเพลิงระหว่างจรวดกับฐานปล่อย หรือ tail service mast umbilical quick disconnect ส่งผลให้ระบบความปลอดภัยสั่งยุติการนับถอยหลังก่อนเข้าสู่ขั้นตอนจำลองการปล่อยตัวเพียงไม่กี่นาที และกระทบต่อแผนการปล่อยภารกิจส่งนักบินอวกาศโคจรรอบดวงจันทร์ ซึ่งต้องเลื่อนออกไปอีกครั้ง
แม้ปัญหาการรั่วไหลของไฮโดรเจนจะเกิดขึ้นซ้ำกับจรวด SLS ในภารกิจ Artemis 2 แต่ NASA ยืนยันว่า ภารกิจ Artemis 1 ได้มอบบทเรียนสำคัญจากการทดสอบในสภาพแวดล้อมจริง และข้อมูลดังกล่าวถูกนำมาปรับปรุงกระบวนการและระบบต่าง ๆ ของจรวดลำถัดมา เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยในการปล่อยภารกิจที่มีมนุษย์ร่วมเดินทาง
ประการแรก NASA ได้ ปรับปรุงขั้นตอนการเติมเชื้อเพลิง (Cryogenic Loading Procedures) อย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่ Artemis 1 ต้องหยุด–เริ่มการเติมเชื้อเพลิงหลายรอบ เนื่องจากความดันและอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป สำหรับ Artemis 2 ทีมงานเลือกใช้การลดอุณหภูมิของระบบ (chilldown) อย่างค่อยเป็นค่อยไปมากขึ้น เพื่อลดแรงกระแทกทางความร้อน (thermal shock) ต่อซีลและข้อต่อ ซึ่งช่วยให้สามารถเติมเชื้อเพลิงได้สำเร็จในความพยายามแรก
ประการที่สอง NASA ได้ ออกแบบและเปลี่ยนซีล (seal) และข้อต่อบางตำแหน่งใหม่ โดยเฉพาะในระบบเชื้อเพลิงไฮโดรเจนที่จุดเชื่อมต่อระหว่างจรวดกับฐานปล่อย ซึ่งเคยเป็นจุดอ่อนสำคัญใน Artemis 1 การปรับวัสดุและกระบวนการติดตั้งช่วยลดโอกาสเกิดความเสียหายจากการหด-ขยายตัวในอุณหภูมิต่ำจัด
ประการที่สาม คือ การยกระดับระบบตรวจจับการรั่วไหล NASA เพิ่มความไวและความละเอียดของเซนเซอร์ตรวจจับไฮโดรเจน ทำให้สามารถพบความผิดปกติได้เร็วขึ้น และตัดสินใจยุติกระบวนการได้ก่อนที่สถานการณ์จะลุกลาม ซึ่งสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากกว่าการฝืนปล่อยตามตารางเวลา
อีกบทเรียนสำคัญจาก Artemis 1 คือ แนวคิดการซ่อมแซมที่ฐานปล่อย (Launch Pad Fix) แทนการลากจรวดกลับไปยังอาคารประกอบ (VAB) ทุกครั้งเหมือนในอดีต สำหรับ Artemis 2 NASA วางแผนและเตรียมเครื่องมือไว้ล่วงหน้า ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาบางอย่างได้ในพื้นที่ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและลดความเสี่ยงจากการเคลื่อนย้ายจรวดขนาดมหึมา
สุดท้าย Artemis 1 ทำให้ NASA ยอมรับอย่างเป็นทางการว่า จรวด SLS ไม่ใช่ระบบที่สามารถผลิตซ้ำแบบเหมือนกันทุกลำได้อย่างสมบูรณ์ แต่เป็นระบบที่ต้องอาศัยการปรับจูนเฉพาะตัว สำหรับแต่ละลำ ความเข้าใจนี้ทำให้ทีมวิศวกรเปลี่ยนวิธีคิดจากการแก้ปัญหาเชิงสูตรสำเร็จ ไปสู่การประเมินสภาพจริงของจรวดแต่ละลำก่อนการปล่อยทุกครั้ง
แม้บทเรียนเหล่านี้จะยังไม่สามารถขจัดปัญหาการรั่วไหลของไฮโดรเจนได้ทั้งหมด แต่ NASA มองว่า Artemis 2 แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าเชิงกระบวนการมากกว่าความล้มเหลว และเป็นอีกก้าวหนึ่งก่อนการส่งมนุษย์กลับไปโคจรรอบดวงจันทร์เป็นครั้งแรกในรอบกว่าครึ่งศตวรรษ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
