รีเซต

สิงคโปร์เปิดศึกฮ่องกงลดภาษีเงินได้ดึงนักบริหารเงิน

สิงคโปร์เปิดศึกฮ่องกงลดภาษีเงินได้ดึงนักบริหารเงิน
TNN ช่อง16
1 กันยายน 2569 ( 17:31 )
5

ฮับการเงินหรือศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub) ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียในปัจจุบันคือ สิงคโปร์ และ ฮ่องกง ซึ่งเป็นศูนย์กลางระดับนานาชาติที่มีบทบาทสำคัญในการดึงดูดการลงทุน การบริหารสินทรัพย์ และธุรกรรมข้ามพรมแดน ล่าสุดสิงคโปร์และฮ่องกงกำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้น เพื่อดึงดูด อุตสาหกรรมบริหารสินทรัพย์และบุคลากรด้านการลงทุนระดับโลก โดยสิงคโปร์เลือกใช้มาตรการจูงใจที่เจาะไปถึง “ตัวบุคคล” ไม่ใช่เพียงลดภาษีให้บริษัท

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าธนาคารกลางสิงคโปร์ หรือ MAS เสนอ ยกเว้นภาษีสำหรับส่วนแบ่งกำไรที่ผู้จัดการกองทุนและผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนได้รับ หากสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุน โดยรายละเอียดจะเปิดเผยเพิ่มเติมในงบประมาณปี 2027

มาตรการนี้มีความสำคัญต่อธุรกิจ เฮดจ์ฟันด์ เพราะความสามารถในการสร้างผลตอบแทนขึ้นอยู่กับผู้จัดการกองทุนและทีมลงทุนเป็นหลัก การดึง “ผู้จัดการกองทุนระดับดาวเด่น” เข้ามาจึงมีโอกาสนำทั้งเงินทุน ทีมงาน และบริษัทตามเข้ามาด้วย

นอกจากเรื่องภาษี สิงคโปร์ยังเตรียมเปิด โครงการลงทุนในเฮดจ์ฟันด์ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้จัดการกองทุนตั้งหลักอยู่ในประเทศ และผ่อนคลายเกณฑ์รายได้สำหรับวีซ่า ONE Pass โดยเปิดทางให้ผู้บริหารในอุตสาหกรรมบริหารสินทรัพย์นำรายได้รูปแบบอื่นมาคำนวณรวมกับเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำได้จากเดิมที่กำหนดเงินเดือนพื้นฐานขั้นต่ำ 30,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน (ราว 7.7 แสนบาท) 

เหตุผลสำคัญคือ ธุรกิจบริหารสินทรัพย์เป็นเครื่องยนต์สำคัญของภาคการเงินสิงคโปร์ คิดเป็นประมาณ 15% ของผลผลิตภาคการเงิน และ 13% ของการจ้างงาน ทำให้รัฐบาลต้องเร่งรักษาความสามารถในการแข่งขัน  ประเด็นสำคัญคือสิงคโปร์กำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันเพื่อดึง “บริษัท” มาเป็นการแข่งขันเพื่อดึง “คนเก่งที่บริหารเงิน” เพราะหากดึงผู้จัดการกองทุนระดับแนวหน้าได้ ก็มีโอกาสดึงทั้งเงินลงทุน บริษัท และระบบนิเวศทางการเงินตามมา


การแข่งขันระหว่าง สิงคโปร์กับฮ่องกง กำลังร้อนแรงขึ้น หลังฮ่องกงเองก็กำลังเดินหน้าลดภาษีเพื่อดึงดูดผู้จัดการกองทุนและบุคลากรด้านการลงทุนเช่นกัน โดยขณะนี้ฮ่องกงกำลังฟื้นตัวอย่างชัดเจน ทั้งตลาด IPO ที่กลับมาคึกคัก เงินทุนต่างชาติไหลกลับ ค่าเช่าที่อยู่อาศัยและความต้องการโรงเรียนนานาชาติเพิ่มขึ้น ขณะที่สินทรัพย์ภายใต้การบริหารในปี 2025 เพิ่มขึ้นถึง 20% แตะ 42.2 ล้านล้านดอลลาร์ฮ่องกง ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

จุดเด่นสำคัญคือ ร่างกฎหมายภาษีฉบับใหม่ ที่เสนอขยายการยกเว้นภาษีสำหรับ carried interest หรือส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุน ซึ่งเป็นรายได้ก้อนใหญ่ของผู้จัดการกองทุนระดับท็อปความเคลื่อนไหวนี้ทำให้เกิดการถกเถียงในวงการการเงินว่า ใครบ้างจะได้รับสิทธิประโยชน์ โดยเฉพาะบริษัทเทรดดิ้ง แฟมิลีออฟฟิศ และพนักงานในกองทุน ขณะที่บางบริษัทถึงขั้นพิจารณาปรับโครงสร้างตำแหน่งและค่าตอบแทน เพื่อให้พนักงานได้รับประโยชน์ทางภาษี

ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่การแข่งขันระหว่างฮ่องกงกับสิงคโปร์ แต่ลามไปถึงการแข่งขันแย่งตัวบุคลากรในวงการการเงิน โดยเฉพาะธนาคารที่มีบริการด้านการลงทุนที่ต้องกังวลว่าเทรดเดอร์ฝีมือดีอาจย้ายไปทำงานกับเฮดจ์ฟันด์ ซึ่งให้ผลตอบแทนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จูงใจกว่า

ดังนั้น ศึกครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การแย่งเงินทุน แต่เป็นการแย่ง “คนเก่ง” ที่บริหารเงินก้อนใหญ่ โดยทั้งสองศูนย์กลางการเงินกำลังใช้ “ภาษี” เป็นอาวุธสำคัญในการดึงดูดผู้จัดการกองทุนระดับโลก

ขณะที่สินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมของฮ่องกงเติบโต 20% ในปี 2025 แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 42.2 ล้านล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือราว 178 ล้านล้านบาท ส่วนหนึ่งจากเงินทุนไหลเข้าสุทธิที่พุ่งขึ้น ขณะที่สินทรัพย์ภายใต้การบริหารในสิงคโปร์เติบโต 10% ในปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 6.68 ล้านล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 173 ล้านล้านบาทถือว่าเติบโตไล่หลังฮ่องกงมาติดๆ


อีกด้านที่สะท้อนความแข็งแกร่งของสิงคโปร์ คือการกลับมาของ มหาเศรษฐีจีนและสำนักงานครอบครัว หลังในช่วง 1–2 ปีก่อนหน้านี้เคยย้ายทรัพย์สินและครอบครัวออกไปยังฮ่องกง ดูไบ และโตเกียว

สาเหตุสำคัญคือ ภูมิรัฐศาสตร์และการตรวจสอบทรัพย์สินของจีนที่เข้มงวดขึ้น ทำให้คนมั่งคั่งให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความมั่นคง และความคาดเดาได้ของระบบกฎหมาย มากกว่าความสะดวกในการทำธุรกิจเพียงอย่างเดียว

ก่อนหน้านี้สิงคโปร์เคยเสียความนิยมจาก คดีฟอกเงินมูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในปี 2023 ทำให้รัฐบาลเพิ่มการตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินทุน ส่งผลให้การเปิดบัญชี การตั้ง Family Office และการขอพำนักมีขั้นตอนซับซ้อนขึ้น จนมหาเศรษฐีบางส่วนย้ายออก

แต่สถานการณ์กำลังเปลี่ยนอีกครั้งหลังจากที่รัฐบาลจีนเพิ่มการตรวจสอบโครงสร้างทรัสต์และทรัพย์สินในต่างประเทศ ขณะที่ฮ่องกงถูกมองว่ายังเชื่อมโยงกับจีนแผ่นดินใหญ่อย่างใกล้ชิด ส่วนดูไบเผชิญความกังวลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และญี่ปุ่นก็มีข้อจำกัดด้านกฎเกณฑ์ ภาษี และวัฒนธรรมการทำธุรกิจ

ทำให้ สิงคโปร์กลับมาเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในฐานะฐานที่มั่นระยะยาว ประกอบกับที่รัฐบาลสิงคโปร์เดินหน้าปรับกฎเพื่อดึงดูดคนกลุ่มนี้ โดย MAS ผ่อนคลายเงื่อนไขบางส่วนสำหรับ Family Office ที่ต้องการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ทั้งเรื่องการจ้างงาน การลงทุน และเอกสาร ขณะที่ยังคงตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินอย่างเข้มงวด

สัญญาณหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ การสอบถามซื้ออสังหาริมทรัพย์ระดับหรูในสิงคโปร์จากชาวจีนเพิ่มขึ้น 35% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ภาพนี้สะท้อนให้เห็นภุงการแข่งขันของสิงคโปร์กับฮ่องกงได้ชัดขึ้นว่า ไม่ได้แย่งกันแค่บริษัทบริหารสินทรัพย์ แต่กำลังแย่งทั้ง “เงิน คนเก่ง และมหาเศรษฐี”


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง