รีเซต

พานาโซนิคชูไทย "ฮับถ่านโลก" ส่งออก 40 ประเทศ

พานาโซนิคชูไทย "ฮับถ่านโลก" ส่งออก 40 ประเทศ
TNN ช่อง16
4 มีนาคม 2569 ( 12:10 )

พานาโซนิค เอเนอร์จี เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2504 โดยเลือกไทยเป็นฐานผลิตแห่งแรกนอกประเทศญี่ปุ่น และปีนี้ ถือว่าครบรอบ 65 ปีของการดำเนินธุรกิจ ซึ่งปัจจุบัน ไทย ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงฐานการผลิตเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของธุรกิจแบตเตอรี อีกด้วย

คุณ ฮิเดะฟูมิ ฟูอิจิ กรรมการผู้บริหารระดับสูง พานาโซนิค เอเนอร์จี ประเทศญี่ปุ่น และคุณ อัทสึชิ อันไซ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมให้ข้อมูล บอกว่า บทบาทของประเทศไทยได้ก้าวจากการเป็นเพียงฐานการผลิต ไปสู่การเป็น ฐานการผลิตเชิงกลยุทธ์ระดับโลก และเป็นศูนย์กลางการจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

จากปัจจุบัน บริษัทฯ มีฐานการผลิตถ่านไฟฉาย ที่เป็นถ่านอัลคาไลน์อยู่ใน 3 ประเทศเท่านั้น คือญี่ปุ่น บราซิล และไทย แม้ว่าปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน อาจส่งผลกระทบต่อระบบซัพพลายเชนของโลก แต่สำหรับบริษัทฯ มองว่า การมีฐานการผลิตที่กระจายตัวอย่างเหมาะสม ทำให้สามารถบริหารความเสี่ยงได้ และเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก

สำหรับโรงงานในไทย ปี 2568 ที่ผ่านมา สามารถผลิตถ่ายไฟฉายสะสมได้กว่า 20,000 ล้านก้อน และส่งออกไปกว่า 40 ประเทศทั่วโลก อีกทั้งยังมองว่า มีโอกาสที่จะขยายไปสู่ตลาดใหม่ ๆ เพิ่มเติมได้อีก 

อย่างไรก็ดี การลงทุนขนาดใหญ่ในไทยอาจจะไม่เกิดขึ้น แต่บริษัทฯ จะลงทุนต่อเนื่องเพื่อพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนการผลิต รวมถึงการทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ เพื่อปรับตัวรับมือกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลง 

นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายตลาดไปยังช่องทางใหม่ ๆ โดยอาศัยจุดแข็งสำคัญคือ เครือข่ายที่เป็นคีย์ ดีลเลอร์ สำคัญ ที่แข็งแกร่ง ถือเป็นโครงสร้างเครือข่ายที่ธุรกิจอื่นทำได้ยาก และจะใช้จุดแข็งดังกล่าว ต่อยอดการขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียน ในระยะต่อไป 

พาไปดูไทม์ไลน์สำคัญ ๆ ของถ่ายไฟฉายพานาโซนิค ในไทย

เข้ามาลงทุนครั้งแรกเมื่อปี 2504 โดยก่อตั้งในชื่อ บริษัท เนชั่นแนล ไทย จำกัด นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการวางรากฐานธุรกิจในไทย ก่อนพัฒนาศักยภาพต่อเนื่อง ตั้งแต่การผลิตถ่านแมงกานิส ไปจนถึงการขยายธุรกิจไปสู่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลากหลายประเภท

ต่อมาในปี 2539 มีการแยกตัวออกมาเป็นอีกบริษัท ในชื่อบริษัท มัตสึชิตะ แบตเตอรี (ประเทศไทย) และเริ่มผลิตถ่านอัลคาไลน์อย่างเป็นทางการ ในปี 2543 

และอีกก้าวสำคัญ เกิดขึ้นในปี 2551 เปลี่ยนชื่อบริษัท เป็น พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) สะท้อนทิศทางธุรกิจที่ชัดเจนมากขึ้นในฐานะผู้ผลิตแบตเตอรี่โดยเฉพาะ 

จากนั้นในปี 2563 ได้เริ่มระบบการจัดจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีประเทศไทยเป็นสำนักงานใหญ่ ส่งผลให้ไทยก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์สำคัญของธุรกิจแบตเตอรี่ในระดับภูมิภาค และระดับโลกชัดเจน 

สำหรับความต้องการของถ่านไฟฉายทั่วโลก ข้อมูลจาก พานาโซนิค เอเนอร์จี พบว่า ตลาดโลกยังมีความต้องการใช้ถ่ายไฟฉายต่อเนื่อง แม้การเติบโตจะไม่สูงนัก โดยคาดว่า ความต้องการใช้ทั่วโลกปีนี้ น่าจะเติบโตราวร้อยละ 1 เนื่องจากถ่านอัลคาไลน์ และถ่านแมงกานีส ยังคงเป็นพลังงานที่ใช้งานได้สะดวกสำหรับอุปกรณ์จำนวนมากในชีวิตประจำวัน

การเติบโต ยังสอดคล้องไปกับการขยายตัวของประเทศเศรษฐกิจใหม่ รวมถึงการใช้งานอุปกรณ์ที่ใช้ รีโมท คอนโทรล ทั้งภายในครัวเรือน และการขยายตัวของอุตสาหกรรมโรงแรมที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ความต้องการยังได้รับแรงหนุนจากการพัฒนาของอุปกรณ์ดิจิทัล เช่น กลอนประตูดิจิทัล และอุปกรณ์สมาร์ตโฮม รวมถึงอุปกรณ์รูปแบบใหม่ที่ผสานกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต จะทำให้ความต้องการใช้ถ่านไฟฉายยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง 

โดย พานาโซนิคฯ ได้เริ่มขยายตลาดเข้าไปในกลุ่มนี้แล้วในประเทศญี่ปุ่น โดยจำหน่ายถ่ายไฟฉายคู่กับผลิตภัณฑ์สมาร์ตโฮม เช่น กลอนประตูดิจิทัล เป็นต้น

สำหรับภูมิภาคอาเซียน ความต้องการใช้ถ่านไฟฉาย อยู่ที่ประมาณ 3,000 ล้านก้อนต่อปี และคาดว่าปีนี้ จะเติบโตได้ที่ร้อยละ 5 โดยแนวโน้มการเติบโตระดับดังกล่าว จะต่อเนื่องไปจนถึงปี 2573 ขณะที่ ตลาดประเทศไทย มีการใช้ถ่านไฟฉายมากเป็นอันดับ 4 ของภูมิภาค รองจาก อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

จากแนวโน้มดังกล่าว พานาโซนิค เอเนอร์จี ตั้งเป้าการเติบโตโดยรวมในปีนี้ อยู่ที่ประมาณร้อยละ 3 

ส่วนในประเทศไทย คาดว่าความต้องการถ่ายไฟฉายอยู่ที่ประมาณ 320 ล้านก้อนต่อปี โดยถ่ายไฟฉายพานาโซนิค ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ผ่านเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมทั้ง ช่องทางขายแบบดั้งเดิม และช่องทางโมเดิร์นเทรด ทั่วประเทศ และตั้งเป้าหมายการเติบโตในระยะกลาง ด้วยการต่อยอดโมเดลความสำเร็จจากประเทศไทยสู่ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน 

สำหรับความท้าทายของธุรกิจ ผู้บริหาร พานาโซนิค เอเนอร์จี ให้มุมมองว่า ทุกธุรกิจย่อมมีข้อจำกัดและความเสี่ยงอยู่แล้ว แต่บริษัทฯ มั่นใจว่าตลาดถ่ายไฟฉายยังเติบโตได้ โดยความเสี่ยงสำคัญอาจไม่ได้มาจากตลาด แต่อาจจะอยู่ที่ตัวองค์กรเอง หากคิดว่าประสบความสำเร็จแล้วและหยุดพัฒนา ก็อาจทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้ยาก

อย่างไรก็ดี ในระยะข้างหน้า บริษัทฯ มองว่าการเติบโตของเทคโนโลยี เอไอ จะนำไปสู่อุปกรณ์รูปแบบใหม่ ที่ยังต้องใช้ถ่ายไฟฉาย จึงยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง ดังนั้น จึงต้องเรียนรู้จากความสำเร็จเดิม และต่อยอดนวัตกรรมเพื่อรักษาการเติบโตในระยะยาว

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง