จับตาน้ำเหนือสู่เจ้าพระยา จาก 4 เขื่อนถึงภาคกลาง เฝ้าระวังก.ย. ฝนเพิ่

สถานการณ์น้ำในภาคกลางเริ่มเข้าสู่ช่วงที่ต้องติดตามการไหลของน้ำจากพื้นที่ตอนบนอย่างใกล้ชิด หลังปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดนครสวรรค์เพิ่มขึ้น ขณะที่หลายพื้นที่ของประเทศยังมีฝนตกต่อเนื่อง
รัฐบาลระบุว่า การบริหารจัดการน้ำในระยะนี้จะต้องติดตามตั้งแต่ น้ำเหนือที่ไหลลงมา ปริมาณน้ำในเขื่อน การควบคุมและระบายน้ำผ่านระบบเจ้าพระยา ไปจนถึงพื้นที่รองรับน้ำในภาคกลางตอนล่าง โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่เดือนกันยายน ซึ่งถูกประเมินว่าเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังมากที่สุด
น้ำไหลผ่านนครสวรรค์เพิ่มจาก 648 เป็น 798 ลบ.ม./วินาที
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ข้อมูลสถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยา ณ วันที่ 23 สิงหาคม 2569 พบว่า ภาพรวมของลุ่มเจ้าพระยายังมีพื้นที่รองรับน้ำ แต่ปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ที่สถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ ปริมาณน้ำไหลผ่านเพิ่มขึ้นเป็น 798 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จาก 648 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในวันก่อนหน้า ขณะที่ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง 6.62 เมตร
จุดดังกล่าวเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการติดตามน้ำเหนือ เนื่องจากปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นจะไหลเข้าสู่ระบบลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างต่อไป การประเมินสถานการณ์จึงต้องดูทั้งปริมาณน้ำที่ไหลผ่าน ระดับน้ำ และความสามารถของพื้นที่ปลายน้ำในการรองรับน้ำ
ก.ย. 69 ช่วงเฝ้าระวังสำคัญ คาดระบายน้ำไม่เกิน 1,200 ลบ.ม./วินาที
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำในลุ่มเจ้าพระยา หลังปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนมีแนวโน้มไหลลงสู่ภาคกลางมากขึ้น
การบริหารจัดการครอบคลุมตั้งแต่การติดตามน้ำเหนือ การควบคุมและระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมของจังหวัดปลายน้ำ
ข้อมูลจากการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 ซึ่งมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งลุ่มน้ำเจ้าพระยา เป็นประธานการประชุม และมี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาฯ เข้าร่วมด้วย ระบุว่า สถานการณ์น้ำยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้
อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ต้องเฝ้าระวังสูงสุดอยู่ใน เดือนกันยายน 2569 โดยคาดว่าการระบายน้ำจะไม่เกินประมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งมีปริมาณการระบายน้ำสูงสุดประมาณ 2,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
จากการประเมินดังกล่าว อาจมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำบางแห่ง แต่เบื้องต้นคาดว่าจะไม่รุนแรงเท่าปีที่ผ่านมา
4 เขื่อนหลักมีน้ำ 14,783 ล้าน ลบ.ม. รับเพิ่มได้เกือบ 10,000 ล้าน ลบ.ม.
สำหรับปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำหลัก 4 แห่งของลุ่มเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวม 14,783 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 60% ของความจุ และยังสามารถรองรับน้ำเพิ่มเติมได้รวม 9,999 ล้านลูกบาศก์เมตร
ตัวเลขดังกล่าวเป็นองค์ประกอบสำคัญในการบริหารน้ำเหนือ เพราะอ่างเก็บน้ำทั้ง 4 แห่งทำหน้าที่เป็นพื้นที่กักเก็บน้ำก่อนที่น้ำจะไหลลงสู่ระบบเจ้าพระยา อย่างไรก็ตาม การบริหารเขื่อนต้องพิจารณาควบคู่ทั้งปริมาณน้ำที่จะไหลเข้า ความต้องการใช้น้ำ และพื้นที่ว่างสำหรับรองรับน้ำในช่วงที่มีฝนเพิ่มขึ้น
น้ำสามโคกเพิ่มขึ้น สะท้อนน้ำเดินทางเข้าสู่พื้นที่ตอนล่าง
ในพื้นที่ตอนล่างของลุ่มเจ้าพระยา ที่ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 268 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มจาก 166 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในวันก่อนหน้า
ขณะเดียวกัน มีการรับน้ำเข้าสู่ระบบส่งน้ำ ทุ่งฝั่งตะวันออก 186 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และ ทุ่งฝั่งตะวันตก 211 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ตัวเลขดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการน้ำในระบบลุ่มเจ้าพระยา โดยการติดตามน้ำเหนือไม่ได้พิจารณาเฉพาะปริมาณน้ำที่ไหลผ่านนครสวรรค์ แต่ต้องติดตามต่อเนื่องลงมาถึงพื้นที่ภาคกลางตอนล่างว่าปริมาณน้ำถูกส่งผ่านหรือกระจายเข้าสู่พื้นที่รับน้ำอย่างไร
นางสาวลลิดาระบุว่า ตัวเลขปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นในบางจุดต้องพิจารณาประกอบกับระดับน้ำและพื้นที่ที่ยังสามารถรองรับน้ำได้ โดยข้อมูลล่าสุดที่นครสวรรค์ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง 6.62 เมตร ขณะที่อ่างเก็บน้ำหลัก 4 แห่งยังรองรับน้ำได้อีก 9,999 ล้านลูกบาศก์เมตร
8 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา ยังไม่มีรายงานน้ำท่วม
สำหรับพื้นที่ภาคกลาง รัฐบาลติดตามสถานการณ์ใน 8 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ รวมถึงกรุงเทพมหานคร
ข้อมูล ณ วันที่ 23 สิงหาคม 2569 ยังไม่มีรายงานสถานการณ์น้ำท่วมใน 8 จังหวัดดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม พื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่ปลายน้ำที่ต้องติดตามต่อเนื่อง เพราะสถานการณ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบน ประกอบกับฝนที่ตกในพื้นที่ภาคกลางเอง
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงยังติดตามทั้ง ปริมาณฝน ระดับน้ำ น้ำจากพื้นที่ตอนบน และพื้นที่รองรับน้ำ เพื่อประเมินสถานการณ์เป็นระยะ
ใช้ Risk Map ระบุตำแหน่งเสี่ยงจากน้ำเหนือ
อีกเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้ในการบริหารจัดการคือ Risk Map หรือแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัย ซึ่งสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA จัดทำร่วมกับหน่วยงานด้านน้ำและกรมอุตุนิยมวิทยา
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อประเมินล่วงหน้าว่าพื้นที่ใดมีความเสี่ยง และควรเตรียมการอย่างไร โดยข้อมูลสามารถนำไปประกอบการจัดสรรกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องมือ และความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบ
สำหรับการบริหารน้ำเหนือ การมีข้อมูลพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้ามีความสำคัญต่อการเตรียมพื้นที่ปลายน้ำ โดยเฉพาะจุดที่อาจได้รับผลกระทบหากปริมาณน้ำจากแม่น้ำเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนกันยายน
บริหารน้ำท่วมพร้อมรักษาน้ำต้นทุนรับภัยแล้ง
นอกจากการเตรียมรับมือกับน้ำเหนือที่ไหลลงภาคกลางแล้ว รัฐบาลยังต้องคำนึงถึงสถานการณ์ภัยแล้งในระยะถัดไปด้วย
ข้อมูลที่รัฐบาลระบุพบว่า ปริมาณฝนเฉลี่ยในพื้นที่ภาคกลางลดลงประมาณ 20% ขณะที่ภาพรวมทั้งประเทศลดลงประมาณ 8% ทำให้การบริหารจัดการน้ำต้องรักษาสมดุลระหว่างการรองรับน้ำในช่วงฤดูฝนกับการเก็บกักน้ำไว้ใช้ในปีถัดไป
ประเด็นนี้ทำให้การระบายน้ำจากเขื่อนและการกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่รับน้ำต้องพิจารณาทั้งสถานการณ์น้ำเหนือในปัจจุบัน และปริมาณน้ำต้นทุนที่จำเป็นต้องเหลือไว้สำหรับฤดูแล้ง
ฝนยังเป็นตัวแปรสำคัญของน้ำเหนือ
ขณะเดียวกัน สภาพอากาศในช่วงนี้ยังมีฝนฟ้าคะนองและฝนตกหนักบางพื้นที่จากอิทธิพลของร่องมรสุม
ส่วนพายุโซนร้อน “นารา” บริเวณอ่าวตังเกี๋ย มีแนวโน้มเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณมณฑลกวางซี ประเทศจีน ในช่วงวันที่ 24-25 สิงหาคม 2569 โดยไม่ได้เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง และไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อลักษณะอากาศของไทยในภาพรวม
อย่างไรก็ตาม ฝนที่ตกในพื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่ภาคกลางยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่ระบบเจ้าพระยา จึงต้องติดตามพยากรณ์อากาศควบคู่กับข้อมูลระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
