รีเซต

จากญี่ปุน ถึงไทย? ปัญหา "ค่าครองชีพ" ศึกใหญ่รัฐบาลญี่ปุ่น เดิมพันด้วยคะแนนนิยม

จากญี่ปุน ถึงไทย? ปัญหา "ค่าครองชีพ" ศึกใหญ่รัฐบาลญี่ปุ่น เดิมพันด้วยคะแนนนิยม
TNN ช่อง16
25 สิงหาคม 2569 ( 08:00 )
8

ญี่ปุ่นเจอศึกหนัก “ค่าครองชีพพุ่ง” กระทบคะแนนนิยมรัฐบาล


นายกฯ ญี่ปุ่นยกปัญหา “ค่าครองชีพ” เป็นภารกิจอันดับ 1 หวังลดแรงกดดันจากประชาชน หลังราคาสินค้าพุ่ง ขณะที่รัฐบาลต้องรับมือทั้งค่าแรง เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และเศรษฐกิจที่ชะลอตัว


"ค่าครองชีพพุ่ง" กลายเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นในเวลานี้ จากราคาสินค้าปรับขึ้นต่อเนื่อง กระทบต่อปากท้องของชาวญี่ปุ่น เพราะเมื่อราคาสินค้าแพงขึ้น กำลังซื้อก็ลดลง ดังนั้นจึงมีผลโดยตรงต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ที่สำคัญ คือ ประชาชนเริ่มทนไม่ไหวส่งเสียงสะท้อนดังขึ้นมาถึงรัฐบาล 


ล่าสุด ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้รีบออกมาชี้แจงและตอบกลับกระแสดังกล่าว โดยได้ย้ำว่ารัฐบาลของเธอรับรู้ถึงความเดือดร้อนของประชาชน และยังคงเดินหน้าแก้ปัญหาค่าครองชีพ โดยยกให้เรื่องนี้เป็น “วาระสำคัญอันดับ 1” ของรัฐบาล


พร้อมระบุว่าที่ผ่านมารัฐบาลได้มีมาตรการผลักดันเพื่อช่วยลดภาระประชาชน ทั้งการอุดหนุนราคาน้ำมันเบนซิน การสนับสนุนการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ไปจนถึงเงินช่วยเหลือการเลี้ยงดูบุตร


และยังนำข้อมูลเศรษฐกิจมาใช้ยืนยันผลงานของรัฐบาล โดยระบุว่าเงินเฟ้อของญี่ปุ่นชะลอลงมาอยู่ที่ 1.7% จาก 3.1% ในปีก่อน ขณะที่การเติบโตของค่าจ้างที่แท้จริงเร่งขึ้นเป็น 1.7% จาก 0.3% โดยทาคาอิจิมองว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าญี่ปุ่นมีทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำที่สุดและการขยายตัวของค่าจ้างที่แท้จริงสูงที่สุดในกลุ่มประเทศ G7


แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้สำหรับรัฐบาลญี่ปุ่น ไม่ง่ายอย่างที่คิดอย่างแน่นอน เพราะปัญหาค่าครองชีพ ไม่ได้จบเพียงแค่การกดทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อลดลงเท่านั้น โจทย์ใหญ่ของรัฐบาล คือ ต้องเร่งลงทุนภายในประเทศ เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจ สร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศ และเพิ่มรายได้ภาษีโดยไม่จำเป็นต้องขึ้นอัตราภาษีที่จะไปกระทบต่อประชาชนด้วยเช่นกัน


ภายใต้เป้าหมายสำคัญของทาคาอิจิ คือ การทำให้ญี่ปุ่น “แข็งแกร่งและมั่งคั่ง” ซึ่งเธอก็ได้ย้ำว่าความท้าทายเพิ่งเริ่มต้น และหากไม่ลงมือแก้ไขตั้งแต่วันนี้ อาจสายเกินไปในอนาคต


"ค่าครองชีพ" เริ่มกระทบคะแนนนิยม


ทำไมผู้นำญี่ปุ่น ต้องรีบออกโรงในเรื่องนี้ ? เพราะปัญหาปากท้องไม่ได้กระทบแค่เศรษฐกิจ แต่ยังอาจกระทบถึงคะแนนนิยมทางการเมืองด้วย ผลสำรวจของ Nikkei ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมพบว่า คะแนนสนับสนุนรัฐบาลลดลงถึง 10 จุดเปอร์เซ็นต์จากเดือนก่อนหน้า


อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจของ FNN ที่เผยแพร่หลังคณะรัฐมนตรีอนุมัติแผนลดภาษีการบริโภคสำหรับอาหาร พบว่าคะแนนสนับสนุนรัฐบาลขยับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 62.5% โดยแผนการลดภาษีการบริโภคสำหรับอาหารเหลือ 1% ดังกล่าวนั้น จะมีผลบังคับใช้ราวเดือนเมษายนปี 2570 


แต่ประเด็นสำคัญ คือ ผลสำรวจเหล่านี้ ทำให้เราเห็นชัดเจนว่า หากรัฐบาลทำนโยบายได้ถูกใจประชาชน ก็จะเป็นผลบวกต่อคะแนนนิยม และเป็นแรงหนุนที่ดีต่อการเลือกตั้งในอนาคต




ทำไม "เงินเฟ้อญี่ปุ่น" ถึงแก้ไม่ง่าย?


แม้รัฐบาลจะประกาศชัดว่าต้องการลดภาระค่าครองชีพ แต่ปัญหาของญี่ปุ่นมีความซับซ้อนมากกว่าการดูเพียงว่า “ของแพงแค่ไหน” ย้อนกลับไปหลายสิบปี ญี่ปุ่นเคยอยู่กับภาวะเงินเฟ้อต่ำมาก ราคาสินค้าแทบไม่ขยับ บริษัทขึ้นราคาได้ยาก ขณะที่ค่าจ้างก็เติบโตในระดับต่ำ


แต่หลังโควิด-19 สถานการณ์เปลี่ยนไป ราคาพลังงาน อาหาร และวัตถุดิบปรับสูงขึ้น ปัญหาห่วงโซ่อุปทานเข้ามาซ้ำเติม ขณะที่เงินเยนที่อ่อนค่าทำให้ต้นทุนสินค้านำเข้าสูงขึ้น ต้นทุนเหล่านี้ถูกส่งต่อมายังราคาสินค้า ทำให้ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับการขึ้นราคาสินค้าอย่างต่อเนื่อง จากประเทศที่เคยพยายามสร้างเงินเฟ้อ วันนี้ญี่ปุ่นจึงต้องหันกลับมาหาวิธีควบคุมเงินเฟ้อแทน


"เงินเฟ้อลด" ไม่ได้แปลว่าของถูกลง


นี่คือจุดที่หลายคนอาจเข้าใจผิด เมื่อเงินเฟ้อลดลง ไม่ได้หมายความว่าราคาสินค้าจะลดลงตาม


ลองนึกภาพง่าย ๆ หากข้าวกล่องราคา 500 เยน แล้วขึ้นราคาเป็น 550 เยน การที่เงินเฟ้อในปีต่อมาลดลง ไม่ได้หมายความว่าข้าวกล่องจะกลับไปขายที่ 500 เยน


สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ราคายังสูงอยู่ แต่ราคาขึ้นช้าลง ขณะที่ต้นทุนของภาคธุรกิจญี่ปุ่นยังอยู่ในระดับสูง โดย PPI เดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นถึง 7.2% และราคานำเข้าในรูปเงินเยนเพิ่มขึ้น 29.1% จึงยังมีความเสี่ยงที่ต้นทุนเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคเพิ่มเติม


โจทย์ใหญ่กว่าของแพง คือ “รายได้ต้องโตทัน”


ดังนั้นโจทย์ที่แท้จริงของญี่ปุ่นจึงไม่ใช่แค่การทำให้ราคาสินค้าไม่แพงขึ้นเร็วเกินไป แต่คือการทำให้ รายได้ของประชาชนเติบโตทันกับราคาสินค้า


ถ้าราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 2% แต่เงินเดือนเพิ่มขึ้น 5% ประชาชนก็ยังมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น แต่ถ้าราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 5% ขณะที่รายได้เพิ่มขึ้นเพียง 2% ประชาชนจะรู้สึกว่าตัวเอง “จนลง” แม้เงินเดือนจะเพิ่มขึ้นก็ตาม นี่จึงเป็นเหตุผลที่ญี่ปุ่นต้องการให้ค่าจ้างเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


แต่การขึ้นค่าแรงก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากคำสั่งเพียงอย่างเดียว เพราะต้องมาพร้อมกับยอดขาย กำไร และผลิตภาพของภาคธุรกิจ หากบริษัทไม่สามารถสร้างรายได้เพิ่ม ก็ยากที่จะขึ้นค่าแรงได้อย่างต่อเนื่อง


อีกโจทย์ใหญ่ “ดอกเบี้ย” ของ BOJ


อีกด้านหนึ่งที่ต้องจับตาคือทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ ญี่ปุ่นเคยเป็นประเทศที่ใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบ แต่วันนี้กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านออกจากยุคดอกเบี้ยต่ำสุดขั้ว


หลังยุตินโยบายดอกเบี้ยติดลบในปี 2567 ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1% ณ เดือนสิงหาคม 2569 เป้าหมายคือการควบคุมเงินเฟ้อและลดแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจที่มากเกินไป แต่การขึ้นดอกเบี้ยก็มีอีกด้าน เพราะทำให้ต้นทุนการกู้เงินสูงขึ้น กระทบทั้งครัวเรือน ธุรกิจ และการลงทุน


โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มชะลอตัว โดย GDP ไตรมาส 2 ขยายตัวเพียง 0.3% จากไตรมาสก่อนหน้า หรือคิดเป็น 1.1% ต่อปี ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้


ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนอ่อนตัว และการลงทุนภาคธุรกิจลดลง 1.2% จึงทำให้ BOJ ต้องเดินเกมอย่างระมัดระวัง เพราะหากขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไป ก็อาจซ้ำเติมเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว



ญี่ปุ่นต้อง “สร้างสมดุล” นโยบายเศรษฐกิจ


ท้ายที่สุด ปัญหาค่าครองชีพของญี่ปุ่นจึงไม่ใช่โจทย์ที่แก้ได้ด้วยมาตรการเดียว รัฐบาลต้องทำให้ ค่าครองชีพไม่พุ่งเร็วเกินไป ขณะเดียวกัน ค่าแรงต้องโตทันราคาสินค้า เพื่อรักษากำลังซื้อของประชาชนส่วน BOJ ก็ต้อง ควบคุมเงินเฟ้อโดยไม่ทำให้เศรษฐกิจสะดุด


หากรัฐบาลช่วยลดภาระประชาชนได้ ก็จะทำให้ครัวเรือนมีเงินเหลือและช่วยพยุงกำลังซื้อ หากค่าแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังซื้อก็จะฟื้นตัว แต่หากรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินไป เงินเฟ้อก็อาจกลับมา และอาจทำให้ BOJ ต้องขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้น


นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังต้องเผชิญกับความท้าทายเรื่องหนี้สาธารณะ ซึ่งทำให้การใช้นโยบายการคลังต้องระมัดระวังมากขึ้น


จากญี่ปุ่นถึงไทย โจทย์เดียวกันคือ “รายได้ต้องทันรายจ่าย”


เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย ปัญหานี้อาจไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด เพราะหัวใจสำคัญของปัญหาค่าครองชีพไม่ใช่เพียงคำถามว่า “ของแพงขึ้นเท่าไร” แต่คือ รายได้ของประชาชนโตทันกับรายจ่ายหรือไม่? 


และในปีนี้ ทั้งไทย ญี่ปุ่น รวมถึงอีกหลายประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ยังต้องจับตาความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นและเพิ่มแรงกดดันต่อค่าครองชีพอีกระลอก


ดังนั้น ภารกิจลดค่าครองชีพจึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับญี่ปุ่น และไม่ได้เป็นความท้าทายของญี่ปุ่นเพียงประเทศเดียว


แต่เป็นโจทย์สำคัญของหลายประเทศทั่วโลกว่า จะทำอย่างไรให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นเร็วกว่าภาระค่าใช้จ่าย โดยไม่สร้างปัญหาเงินเฟ้อรอบใหม่

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง