รีเซต

อนามัยโลกเตรียมพิจารณา 'โรคฝีดาษลิง' เข้าข่ายภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขหรือไม่

อนามัยโลกเตรียมพิจารณา 'โรคฝีดาษลิง' เข้าข่ายภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขหรือไม่
Xinhua
15 มิถุนายน 2565 ( 17:25 )
56
อนามัยโลกเตรียมพิจารณา 'โรคฝีดาษลิง' เข้าข่ายภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขหรือไม่

15 มิ.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (14 มิ.ย.) องค์การอนามัยโลกประกาศเตรียมจัดการประชุมในสัปดาห์หน้าเพื่อพิจารณาว่าการแพร่ระบาดของโรคฝีดาษลิงในปัจจุบัน ซึ่งเกิดขึ้นนอกถิ่นระบาดดั้งเดิมในแอฟริกา ได้กลายเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC) หรือไม่ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การฯ ระบุว่าการแพร่ระบาดของโรคฝีดาษลิงทั่วโลกเป็นเรื่องผิดปกติและน่ากังวลอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้จึงตัดสินใจจัดการประชุมคณะกรรมการฉุกเฉินขององค์การฯ ภายใต้กฎอนามัยระหว่างประเทศ (International Health Regulations) เพื่อพิจารณาถึงเรื่องดังกล่าว โดยมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 23 มิ.ย. นี้ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ เป็นการแจ้งเตือนทางสาธารณสุขระดับสูงสุดในปัจจุบันขององค์การฯ โดยก่อนหน้านี้องค์การฯ เคยประกาศให้การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ซึ่งขณะนี้มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 532 ล้านราย และเสียชีวิตอีก 6.3 ล้านรายทั่วโลก เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ เมื่อช่วงสิ้นเดือนมกราคม 2020องค์การฯ รายงานการตรวจพบผู้ป่วยโรคฝีดาษลิงมากกว่า 1,600 ราย และผู้ป่วยต้องสงสัยเกือบ 1,500 ราย ใน 39 ประเทศ ซึ่งแบ่งเป็นประเทศที่รายงานพบผู้ป่วยโรคดังกล่าวมานานหลายปี 7 แห่ง และประเทศที่เพิ่งรายงานพบผู้ป่วยอีก 32 แห่ง โดยกลุ่มผู้ป่วยส่วนใหญ่ถูกตรวจพบในภูมิภาคยุโรปเจ้าหน้าที่องค์การฯ ระบุว่าปัจจุบันมีการประสานงานกับประเทศสมาชิกและผู้ผลิตวัคซีนเกี่ยวกับการพัฒนากลไกเพื่อรับรองการเข้าถึงวัคซีนป้องกันอย่างเท่าเทียม ทว่ายังไม่แนะนำการฉีดวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษลิงขนานใหญ่ในช่วงเวลานี้ทั้งนี้ โรคฝีดาษลิงถูกตรวจพบเป็นครั้งแรกในกลุ่มลิงทดลองเมื่อปี 1958 และอาจแพร่ระบาดจากสัตว์ป่าอย่างสัตว์จำพวกหนูสู่คน หรือจากคนสู่คนได้ โดยหลายประเทศในภูมิภาคยุโรปและอเมริกาเหนือรายงานพบผู้ป่วยโรคฝีดาษลิงแบบกลุ่มก้อนในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งปกติแล้วจะไม่พบโรคดังกล่าวในภูมิภาคข้างต้นองค์การฯ ระบุว่าโรคฝีดาษลิง ซึ่งถือเป็นโรคเฉพาะถิ่น มักแพร่ระบาดในภูมิภาคแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก โดยการตรวจพบผู้ป่วยยืนยันผลและผู้ป่วยต้องสงสัยที่ไม่มีประวัติเดินทางไปยังถิ่นระบาดในหลายประเทศนั้นถือเป็นเรื่องผิดปกติ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง