รีเซต

ทำไม "สุกี้ตี๋น้อย" กำไรทรุด 30% แม้รายได้ทะลุเป้า 9,000 ล้าน

ทำไม "สุกี้ตี๋น้อย" กำไรทรุด 30% แม้รายได้ทะลุเป้า 9,000 ล้าน
TNN ช่อง16
13 กุมภาพันธ์ 2569 ( 12:14 )
11

บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เผยว่า บริษัทฯ ซึ่งถือหุ้นร้อยละ 30 ในบริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด หรือ สุกี้ตี๋น้อย ได้รับส่วนแบ่งกำไรจากผลประกอบการปี 2568 จากบริษัทดังกล่าว ตามสัดส่วนการถือหุ้น เท่ากับ 258 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าว ต่ำกว่าปี 2567 ที่เจมาร์ท ได้รับส่วนแบ่งกำไรอยู่ที่ 350 ล้าน 7 แสนบาท

แสดงให้เห็นว่า ปี 2568 สุกี้ตี๋น้อย มีผลกำไรอยู่ที่ประมาณ 860 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า (2567) ร้อยละ 26 ที่มีกำไรทะลุหลักพันล้านบาทเป็นครั้งแรก อยู่ที่ 1,169 ล้านบาท

เฉพาะไตรมาส 4 ที่ผ่านมา ผลประกอบการลดลงอย่างชัดเจน โดยสุกี้ตี๋น้อย เผยผ่านเพจเฟซบุ๊ก ว่ามียอดขาย 2,390 ล้านบาท และมีกำไรเพียง 57 ล้านบาท 

โดยผลประกอบการปี 2568 สวนทางกับยอดขาย และจำนวนสาขาที่เพิ่มมากขึ้น โดยปีที่ผ่านมา สุกี้ตี๋น้อย เผยว่า มียอดขายอยู่ที่ 9,147 ล้านบาท เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ที่ 9,000 ล้านบาท และคิดเป็นเติบโตร้อยละ 30.3 จากปี 2567 ที่มียอดขายรวมแตะ 7,022 ล้านบาท แต่ยอดขายสาขาเดิม ติดลบร้อยละ 3.9

ด้านจำนวนสาขาก็เพิ่มขึ้นจาก 78 สาขา ณ สิ้นปี 2567 เป็น 103 สาขา ณ สิ้นปี 2568 โดยแบ่งเป็น สาขา สุกี้ตี๋น้อย มีทั้งหมด 93 สาขา, ตี๋น้อย บีบีคิว 9 สาขา และ ตี๋น้อย โกลด์ (ซึ่งเป็นบุฟเฟต์พรีเมียม) 1 สาขา 

จำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้น ยังทำให้จำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นจากกว่า 26 ล้านหัว ในปี 2567 เป็นเกือบ 36 ล้านหัว ในปี 2568 คิดเป็นเพิ่มขึ้นมากกว่า 9 ล้านหัว หรือเพิ่มขึ้น ถึงร้อยละ 36.3

นอกจากนี้ จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยังพบว่า สุกี้ตี๋น้อย มีกำไรลดลงในรอบหลายปี ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในกลุ่มธุรกิจหม้อสุกี้ด้วยกัน และร้านอาหารแนวบุฟเฟต์ 

หากดูในช่วง 3 ปีย้อนหลัง จะเห็นถึงผลการดำเนินงานที่เติบโตมาอย่างก้าวกระโดดทุกปี

ในปี 2565 สุกี้ตี๋น้อย มีรายได้รวมอยู่กว่า 3,976 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 591 ล้านบาท

ต่อมาปี 2566 รายได้รวมกว่า 5,262 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 907 ล้านบาท

และปี 2567 มีรายได้รวมกว่า 7,075 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,168 ล้าน

อย่างไรก็ตาม จากผลประกอบการที่ลดลง คุณอดิศักดิ์ สุุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เจมาร์ท ได้ออกมาคาดการณ์ว่า กำไรของ สุกี้ตี๋น้อย จะกลับมาที่ระดับ 1,000 ล้านบาทในปี 2569 นี้ และยังคงมีเป้าหมายที่จะผลักดันบริษัทย่อย 3 บริษัท ซึ่งรวมถึง บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด (สุกี้ตี๋น้อย) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ภายในต้นปีหน้า หรือปี 2570

แต่เป้าหมายดังกล่าว เลื่อนออกมาจากเป้าหมายเดิมที่ต้องการจะนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นในปี 2567

ขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวของสุกี้ตี๋น้อยในการเปิดสาขาใหม่ ยังดำเนินการต่อเนื่อง ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก ระบุถึงแผนการเปิดสาขาใหม่ 7 สาขาในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งในต่างจังหวัด มีทั้งขอนแก่น มุกดาหาร และสิงห์บุรี ส่วนในกรุงเทพฯ อย่าง สาขารัชโยธิน ปรับใหม่อีกครั้ง จาก ตี๋น้อย โกลด์ กลับมาเป็น สุกี้ตี๋น้อย ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ 

นอกจากการแข่งขันที่รุนแรงแล้ว ภาพรวมของธุรกิจร้านอาหารยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็ลดการรับประทานอาหารนอกบ้านด้วย

และไม่ใช่แค่สุกี้ตี๋น้อยเท่านั้น ที่มีผลประกอบการลดลง ก่อนหน้านี้ โอ้กะจู๋ หรือ บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) ก็รายงานผลประกอบการที่ลดลง โดยไตรมาส 4 ปี 2569 โอ้กะจู มีรายได้จากการขายอยู่ที่ 622 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 

บริษัทฯ ชี้แจงถึงเหตุที่ผลประกอบการลดลง ระบุว่าเกิดจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การแข่งขันที่รุนแรงของเชนร้านอาหาร และกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ส่งผลต่อการตัดสินใจในการเลือกใช้จ่าย

ทำให้อัตราการเติบโตของรายได้จากการขายของสาขาเดิม ติดลบอยู่ที่ร้อยละ 28.3 และมีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิที่ 17.3 ล้านบาทในไตรมาส 4 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี หากดูในภาพรวมแล้วธุรกิจร้านอาหารยังเติบโตได้ แม้เผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน 

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) มองธุรกิจร้านอาหารยังเติบโตท่ามความกลางปัจจัยกดดันที่ท้าทายต่อเนื่อง 

เอสซีบี อีไอซี ระบุว่า ปี 2568 ที่ผ่านมา ธุรกิจบริการอาหารได้อานิสงส์จากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ เช่น คนละครี่งพลัส และเที่ยวดีมีคืน ทำให้มีบรรยากาศที่ฟื้นตัวขึ้นบ้างในช่วงปลายปี 

ทำให้คาดว่า ปี 2568 ภาพรวมธุรกิจบริการอาหาร ขยายตัวที่ร้อยละ 3.3 ส่วนปี 2026 การเติบโตอาจชะลอตัวจากปี 2025 เล็กน้อย อยู่ที่ ร้อยละ 3.2 ซึ่งเป็นผลมาจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและมีความเสี่ยงของการชะลอตัวอยู่ค่อนข้างจำกัด ทำให้ผู้บริโภคลดการใช้จ่ายบางส่วนที่ไม่จำเป็นลง รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฟื้นตัวค่อนข้างช้า ส่งผลให้ผู้บริโภคบางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง อาจลดการกินข้าวนอกบ้าน 

ด้วยปัจจัยดังกล่าว จะทำให้ยอดขายกลุ่มร้านอาหารบริการเต็มรูปแบบ ได้รับผลกระทบมากที่สุด สะท้อนได้จากยอดขายร้านเดิม ซึ่งติดลบต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมา 

ส่วนกลุ่มร้านอาหาร แนวฟาสต์ฟู้ด และบริการส่งถึงบ้าน ยังมีปัจจัยหนุนจากความต้องการที่สะดวกสบายขึ้น เช่นเดียวกัน คาเฟ่และบาร์ ที่ได้รับอานิสงส์จากไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค แต่เริ่มที่จะประสบกับปัญหาโอเวอร์ซัพพลาย

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง