รีเซต

สหรัฐฯ พลิกพีระมิดอาหาร ดันเนื้อ–นมขึ้นแท่นหลัก ท่ามกลางเสียงเตือนโลกร้อน

สหรัฐฯ พลิกพีระมิดอาหาร ดันเนื้อ–นมขึ้นแท่นหลัก ท่ามกลางเสียงเตือนโลกร้อน
TNN ช่อง16
13 มกราคม 2569 ( 09:30 )
18

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเปิดตัวแนวทางโภชนาการฉบับใหม่เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2569 โดยปรับ “พีระมิดอาหาร” กลับมาใช้อีกครั้ง และเพิ่มบทบาทของเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมในฐานะแหล่งอาหารหลัก เพื่อส่งเสริมการบริโภคโปรตีน ท่ามกลางเสียงวิพากษ์จากผู้เชี่ยวชาญที่มองว่า แนวทางดังกล่าวสวนทางคำแนะนำด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่ใช้มาอย่างยาวนาน


แนวทางใหม่นี้ประกาศโดย “โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ ร่วมกับ “บรูค โรลลินส์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร โดยพีระมิดอาหารฉบับปรับปรุงวางเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมไว้ในระดับบนสุด ร่วมกับผักและผลไม้


เคนเนดีระบุว่า โปรตีนและไขมันที่ดีต่อสุขภาพเป็นสารอาหารจำเป็นที่เคยถูกลดความสำคัญในแนวทางเดิม พร้อมประกาศยุติสิ่งที่เขาเรียกว่า “สงครามกับไขมันอิ่มตัว” และอาหารแปรรูปสูง

อย่างไรก็ตาม นักโภชนาการและนักวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมมองว่า แนวทางดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนทิศทางอย่างมีนัยสำคัญจากคำแนะนำระดับชาติและนานาชาติ ซึ่งที่ผ่านมาแนะนำให้จำกัดการบริโภคเนื้อแดง เนื้อแปรรูป และผลิตภัณฑ์นมไขมันสูง ทั้งด้วยเหตุผลด้านสุขภาพและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม


กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ เคยเปิดตัวพีระมิดอาหารครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2535 ก่อนจะถูกปรับแก้หลายครั้ง และถูกยกเลิกในปี พ.ศ.2554 ในสมัยรัฐบาลบารัก โอบามา โดยเปลี่ยนมาใช้คำแนะนำแบบ “จานอาหาร” ที่เข้าใจง่ายกว่า การนำพีระมิดอาหารกลับมาใช้ในครั้งนี้จึงถูกจับตามองเป็นพิเศษ


ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การยกระดับเนื้อแดงและนมไขมันเต็มเป็นอาหารหลัก อาจเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากมีไขมันอิ่มตัวและโซเดียมในระดับสูง ขณะเดียวกัน แนวทางใหม่ยังแนะนำให้ชาวอเมริกันเพิ่มการบริโภคโปรตีนเป็นสองเท่า โดยไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าประชากรส่วนใหญ่มีภาวะขาดโปรตีน


แนวทางโภชนาการของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีผลโดยตรงต่อการจัดอาหารในโรงเรียน โครงการอาหารผู้สูงอายุ รวมถึงโรงอาหารของกองทัพและหน่วยงานรัฐ ทำให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีผลกระทบในวงกว้าง

ด้านสิ่งแวดล้อม นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า อุตสาหกรรมปศุสัตว์เป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำคัญของโลก โดยข้อมูลของสหประชาชาติระบุว่า ห่วงโซ่อุปทานเนื้อ นม และไข่ มีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 14.5% ของการปล่อยทั้งหมดทั่วโลก ซึ่งเนื้อวัวและนมจากโคเป็นแหล่งปล่อยหลัก


สถาบันทรัพยากรโลก (World Resources Institute – WRI) ระบุว่า เนื้อวัวและเนื้อแกะเป็นแหล่งโปรตีนที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูงที่สุด เนื่องจากใช้พื้นที่ น้ำ และอาหารสัตว์จำนวนมาก รวมถึงเป็นแหล่งปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพทำให้โลกร้อนสูง ขณะที่นมวัวปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่านมจากพืช เช่น นมถั่วเหลืองหรือถั่วลันเตา ราว 3 เท่า


นอกจากนี้ แนวทางใหม่ของสหรัฐฯ ยังขัดแย้งกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ EAT-Lancet ซึ่งเน้นการบริโภคอาหารจากพืชเป็นหลัก เพื่อประโยชน์ทั้งต่อสุขภาพและความยั่งยืนของโลก


วอลเตอร์ วิลเล็ตต์ ประธานร่วมของ EAT-Lancet ระบุว่า แนวทางโภชนาการฉบับใหม่นี้แทบไม่สะท้อนความสำคัญของโปรตีนจากพืช และอาจยากที่จะได้รับการยอมรับจากผู้ที่ให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง