ทำไม "พลังงาน" ทั่วโลกอาจ "วิกฤต" ที่สุดในประวัติศาสตร์แม้ "สงคราม" ผ่านมาเพียง 3 สัปดาห์

ฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการบริหารของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA กล่าวว่า สินทรัพย์ด้านพลังงานกว่า 40 แห่งใน 9 ประเทศในตะวันออกกลางได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง และบางแห่งรุนแรงมากจากสงครามในตะวันออกกลาง
ซึ่งอาจส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกหยุดชะงักเป็นเวลานาน ถึงแม้ว่าความขัดแย้งจะสิ้นสุดลง เนื่องจากความเสียหายของสินทรัพย์ด้านพลังงานเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำมัน โรงกลั่น และท่อส่งน้ำมัน ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูพอสมควรกว่าจะกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมานานกว่าสามสัปดาห์ได้ทำให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั้งหมดปั่นป่วน ส่งผลให้ "ช่องแคบฮอร์มุซ" ต้องเสี่ยงที่จะถูกปิดตาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้น
ซึ่งผลกระทบจากความปั่นป่วนในสถานการณ์ตะวันออกกลางปัจจุบันนั้นเทียบเท่ากับวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งใหญ่สองครั้งในทศวรรษ 1970 และวิกฤตการณ์ก๊าซธรรมชาติในปี 2022 หลังจากการรุกรานยูเครนรวมกันทั้งหมด
“ไม่เพียงแต่น้ำมันและก๊าซเท่านั้น แต่เส้นเลือดใหญ่ที่สำคัญของเศรษฐกิจโลกบางส่วน เช่น ปิโตรเคมี ปุ๋ย กำมะถัน และฮีเลียม การค้าของสินค้าเหล่านี้ล้วนหยุดชะงัก ซึ่งจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจโลก”
ขณะที่เอเชียจะเป็นเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากวิกฤตนี้ เนื่องจากพึ่งพาวัตถุดิบน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางอย่างมาก ขณะที่การตัดสินใจของจีนในการลดการส่งออกเชื้อเพลิง จะยิ่งส่งผลให้ทั่วโลกจำเป็นต้องเผชิญกับวิกฤตพลังงานร่วมกัน
ทั้งนี้องค์การพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ประกาศเมื่อต้นเดือนมีนาคมว่าจะปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินจำนวน 400 ล้านบาร์เรล เพื่อช่วยบรรเทาภาวะอุปทานหายไปจากตลาด และควบคุมราคาที่พุ่งสูงขึ้นอันเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยได้เสนอมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้นำเข้าพลังงาน
อย่างไรก็ตาม IEA สามารถปล่อยน้ำมันสำรองเพิ่มเติมได้ตามความจำเป็นเท่านั้น หากสงครามอิหร่านยังคงส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการขนส่งทางเรือข้ามช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักเกือบทั้งหมด ทางออกเดียวที่จะแก้ปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานเชื้อเพลิงได้ก็คือ การเปิดเส้นทางการค้าหลักนี้กลับมาอีกครั้ง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
