รีเซต

จาก “ภัยคุกคาม” สู่ “โอกาสการสร้างงาน”: ถอดบทเรียนนโยบาย AI โลกจาก IMF-World Bank

จาก “ภัยคุกคาม” สู่ “โอกาสการสร้างงาน”: ถอดบทเรียนนโยบาย AI โลกจาก IMF-World Bank
TNN ช่อง16
12 ตุลาคม 2569 ( 19:55 )
10

การประชุมประจำปี 2026 ของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (World Bank Group / IMF Annual Meetings) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ได้หยิบยกประเด็นการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญ ผ่านเสวนาพิเศษในหัวข้อ "Small AI: More and Better Jobs" โดยมีสองผู้นำสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง “คริสตาลินา กอร์เกียวา” กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ “อาเจย์ บังกา” ประธานธนาคารโลก (World Bank Group) มาร่วมฉายภาพอนาคตของตลาดแรงงาน นโยบายภาครัฐ และทิศทางเศรษฐกิจโลกภายใต้แรงขับเคลื่อนของปัญญาประดิษฐ์ (AI)

1. AI ในฐานะเครื่องยนต์ประคองเศรษฐกิจโลกที่ระดับ 3%

คริสตาลินา กอร์เกียวา เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นถึงภาพรวมของเศรษฐกิจโลกที่กำลังพึ่งพาแรงหนุนจากเทคโนโลยี AI อย่างมหาศาล โดยระบุว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ไม่ว่าจะเป็นการสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Centers) การพัฒนาชิปประมวลผล และระบบห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี ได้กลายเป็น "แรงส่งสำคัญ" ที่ช่วยประคองให้เศรษฐกิจโลกยังคงขยายตัวได้ที่ระดับราว 3% ท่ามกลางปัจจัยลบด้านความผันผวนของราคาพลังงานและภาระหนี้สาธารณะทั่วโลก

สำหรับภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางซัพพลายเชนการผลิตเทคโนโลยี การเติบโตของการลงทุนใน AI ได้สร้างอานิสงส์โดยตรง:

  • กลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วในเอเชีย: การประยุกต์ใช้ AI มีศักยภาพช่วยดันอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ให้เพิ่มขึ้นอีก 0.5% ถึง 1.0%

  • กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Asia): สามารถเพิ่มแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจขึ้นได้อีก 0.2% ถึง 0.8%

ในระยะยาว IMF ประเมินว่า หากทั่วโลกสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเหมาะสม จะช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจโลก (Global Potential Growth) ได้อีก 0.1% ถึง 0.8% ต่อปี


2. AI คลื่นสึนามิสะเทือนตลาดแรงงาน-คนรุ่นใหม่

แม้ตัวเลขทางเศรษฐกิจจะดูมีทิศทางบวก แต่ผู้นำ IMF ได้เตือนถึงผลกระทบอันแหลมคมต่อตลาดแรงงาน โดยประมาณการว่า AI จะส่งผลกระทบต่อตำแหน่งงานทั่วโลกราว 40% โดยความเข้มข้นจะแตกต่างกันไปตามโครงสร้างเศรษฐกิจ:

  • ประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว: อาจได้รับผลกระทบสูงถึง 60% เนื่องจากมีสัดส่วนงานด้านองค์ความรู้และงานสำนักงานสูง

  • ประเทศรายได้น้อย: จะได้รับผลกระทบทางตรงราว 23%

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ "ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น" (Entry-level roles) ซึ่งมักเป็นประตูบานแรกของแรงงานรุ่นใหม่ในการก้าวเข้าสู่ระบบการทำงาน หาก AI เข้ามาแทนที่งานพื้นฐานเหล่านี้ โอกาสในการเรียนรู้และไต่เต้าสายอาชีพของคนรุ่นใหม่อาจถูกบั่นทอนลง


3. ทางออก 3 ประการสำหรับภาครัฐ และจุดยืน "คุณค่าของมนุษย์"

เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ผู้นำ IMF ได้เสนอแนวทางปฏิบัติ 3 ข้อที่ภาครัฐทั่วโลกต้องเร่งดำเนินการ:

  1. ติดตามตลาดแรงงานอย่างใกล้ชิด (Close Monitoring): ต้องมีระบบข้อมูลที่แม่นยำเพื่อประเมินว่าการเลิกจ้างหรือการย้ายสายงานเกิดขึ้นในจุดใด และปรับเปลี่ยนนโยบายได้ทันท่วงที

  2. ปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning): ระบบการศึกษาเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป รัฐต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้แรงงานสามารถ Re-skill และ Up-skill เพื่อทำงานร่วมกับ AI ได้ตลอดช่วงชีวิต

  3. ยกเครื่องโครงสร้างภาษีและการจัดสรรงบประมาณ: เมื่อ AI เข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ ฐานการเก็บภาษีรายได้แบบเดิมของรัฐอาจลดลง ภาครัฐจึงต้องวางแผนจัดเก็บภาษีและเกลี่ยงบประมาณใหม่เพื่อสร้างตาข่ายรองรับทางสังคม (Social Safety Net)

กอร์เกียวา ทิ้งท้ายในส่วนนี้อย่างลึกซึ้งว่า เป้าหมายของการนำ AI มาใช้ ไม่ใช่แค่การเพิ่มผลผลิต (Productivity) แต่ต้องควบคู่ไปกับการรักษา "คุณค่าและความศักดิ์ศรีของมนุษย์" (Human Dignity) ในการทำงานไว้ด้วย

4. "Small AI": กุญแจก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำ โดย “อาเจย์ บังกา”

ในขณะที่ IMF มองในมิติของนโยบายมหภาคและตลาดแรงงาน อาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก ได้ขยายความในมิติของการกระจายโอกาส โดยเตือนว่า หากปล่อยให้การพัฒนา AI เป็นไปตามกลไกตลาดบริสุทธิ์ เทคโนโลยีนี้จะยิ่งขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำ (AI Divide) ระหว่างประเทศร่ำรวยและประเทศกำลังพัฒนาให้กว้างขึ้นกว่าเดิม

เพื่อแก้ปัญหานี้ Banga ได้ชูแนวคิด "Small AI" หรือโมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดเล็ก (Small Language Models / Localized AI) ให้เป็นยุทธศาสตร์หลักสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ด้วยเหตุผลสำคัญคือ:

  • ต้นทุนต่ำและเข้าถึงง่าย (Affordable & Accessible): ใช้ทรัพยากรการคำนวณและพลังงานน้อยกว่าโมเดลขนาดใหญ่ ทำให้ประหยัดงบประมาณ

  • ตอบโจทย์บริบทท้องถิ่น (Localized Context): สามารถปรับแต่งให้รองรับภาษาท้องถิ่น วัฒนธรรม และปัญหาเฉพาะพื้นที่ได้ดีกว่า

บังกา เน้นย้ำว่า Small AI จะเป็นเครื่องมือเปลี่ยนชีวิตของเกษตรกรในการประเมินสภาพอากาศและโรคพืช เป็นเครื่องมือของกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ในการบริหารจัดการต้นทุน และช่วยภาครัฐในการจัดบริการสาธารณสุขและการศึกษาในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งทั้งหมดนี้คือหัวใจของการสร้างการเติบโตอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth)

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง