รีเซต

วาทกรรมเดือดรับปีใหม่ระหว่างจีนและไต้หวัน

วาทกรรมเดือดรับปีใหม่ระหว่างจีนและไต้หวัน
TNN ช่อง16
3 มกราคม 2565 ( 10:47 )
58
วาทกรรมเดือดรับปีใหม่ระหว่างจีนและไต้หวัน

ไช่ อิง-เหวิน ประธานาธิบดีไต้หวันขึ้นปราศรัยเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ ถ่ายทอดสดผ่านทาง Facebook  เรียกร้องรัฐบาลจีนว่า ควรหยุดใช้การทหารแบบสุ่มเสี่ยงได้แล้ว และการใช้ยุทธวิธีทางทหาร ไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกต้อง ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างสองฝ่าย และความขัดแย้งทางทหารจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ


เพื่อบรรเทาความตึงเครียดในภูมิภาค ทั้งไทเปและปักกิ่งต้อง ทำงานอย่างหนักเพื่อดูแลความเป็นอยู่ของผู้คนและทำให้จิตใจของประชาชนสงบลง เพื่อที่จะหาทางแก้ปัญหาอย่างสันติร่วมกัน


ไช่ ยังกล่าวด้วยว่า ไต้หวันจะติดตามสถานการณ์ในฮ่องกงต่อไป โดยเสริมว่าการแทรกแซงการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติเมื่อเร็ว ๆ นี้ และการจับกุมเจ้าหน้าที่อาวุโส ที่ Stand News สื่อเพื่อประชาธิปไตย ทำให้ผู้คนกังวลถึง สิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการพูดในฮ่องกงมากขึ้น


ผู้นำไต้หวันย้ำด้วยว่า เราจะยึดมั่นในอธิปไตยของเรา รักษาค่านิยมของเสรีภาพและประชาธิปไตย ปกป้องอธิปไตยในอาณาเขตและความมั่นคงของชาติ และรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก


---จีนจะรวมมาตุภูมิอย่างสมบูรณ์---


ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนกล่าวปราศรัยในวันปีใหม่ว่า การรวม "มาตุภูมิ" อย่างสมบูรณ์ เป็นความมุ่งมาดปรารถนา ที่ประชาชนทั้งสองด้านของช่องแคบไต้หวันมีร่วมกัน


จู เฟิงเหลียน โฆษกสำนักงานกิจการไต้หวันในกรุงปักกิ่ง ระบุว่า เราเต็มใจที่จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้มีการรวมประเทศอย่างสันติ แต่หากกองกำลังแบ่งแยกดินแดน 'อิสรภาพของไต้หวัน' ยังคงยั่วยุและบีบบังคับ หรือแม้แต่ข้ามเส้นสีแดง เราจะต้องดำเนินมาตรการที่เด็ดขาด และการแสวงหาเอกราชจะทำให้ไต้หวันตกอยู่ใน "ช่องว่างลึก" และทำให้เกิด "ภัยพิบัติที่รุนแรง" เท่านั้น


จีนได้เพิ่มแรงกดดันทางทหารและการทูตต่อเกาะไต้หวัน นับแต่ ไช่ อิง-เหวิน ขึ้นสู่อำนาจในปี 2016 ด้วยจุดยืนต่อต้านการอ้างอธิปไตยเหนือไต้หวันของจีน


ปี 2021 จีนกดดันไต้หวันหนักขึ้น โดยส่งเครื่องบินรบเข้าไปในเขตป้องกันภัยทางอากาศของไต้หวันเกือบ 1,000 ลำทำให้ความตึงเครียดของช่องแคบไต้หวันพุ่งสู่ขีดสุดในรอบ 40 ปี


อย่างไรก็ตาม จีนมองว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของอธิปไตยตนเอง และประกาศว่า จะนำไต้หวันกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของจีนอย่างเต็มตัวในสักวัน แม้จะต้องใช้กำลังก็ต้องทำ


---สหรัฐฯ เสี่ยงจ่ายราคาเกินทนหากช่วยไต้หวัน---


ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จีนได้เพิ่มความกดดันทางทหารและทางการทูต เพื่อให้ไต้หวันยอมรับอยู่ใต้อธิปไตยของตน สร้างความขุ่นเคืองให้แก่ไต้หวัน และความกังวลต่อสหรัฐฯ


ไต้หวันกลายเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯ เป็นผู้สนับสนุนระหว่างประเทศที่สำคัญของไต้หวัน รวมไปถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ แม้จะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ


เมื่อเร็ว ๆ นี้ นาย หวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ให้สัมภาษณ์กับสื่อรัฐบาล ว่าสหรัฐฯ ต้องเสี่ยงที่จะจ่าย “ราคาที่เกินทน” เนื่องจากการกระทำของตนเหนือไต้หวัน


หวังอี้ กล่าวว่า การสนับสนุนกองกำลังเอกราชไต้หวันของสหรัฐฯ ไม่เพียงจะทำให้ไต้หวันตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายสุดขีดแล้ว แต่สหรัฐฯ ต้องจ่ายราคาที่ไม่สามารถทนทานได้


ไต้หวัน กล่าวว่า ตนเป็นประเทศเอกราช และให้คำมั่นว่าจะปกป้องอิสรภาพและประชาธิปไตย ส่วนทางจีนมักอธิบายว่า ไต้หวันเป็นปัญหาที่อ่อนไหวที่สุดต่อความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และไต้หวันไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากรวมประเทศเข้ากับแผ่นดินใหญ่


แม้ว่าสหรัฐฯ จะยอมรับนโยบายจีนเดียว แต่กฎหมายกำหนดให้ไต้หวันมีวิธีในการป้องกันตัวเอง และดำเนินตามนโยบายที่มีมาอย่างยาวนานของ ‘ยุทธศาสตร์แห่งความคลุมเครือ’ ว่าจะมีการแทรกแซงเพื่อปกป้องไต้หวัน จากการโจมตีของจีนหรือไม่


---รัฐประหารทางการทูตไต้หวัน---


เมื่อพูดถึงนโยบายจีนเดียว นักวิเคราะห์มองว่า อีกหนึ่งวิธีที่จีนใช้ลดทอนอำนาจไต้หวัน คือการทำรัฐประหารทางการทูตไต้หวัน ทยอยช่วงชิงพันธมิตร หวังโดดเดี่ยวไต้หวันในเวทีโลก


เมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา นิการากัว ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน หันไปสถาปนาความสัมพันธ์กับจีนแทน และเป็นการหนุนนโยบายจีนเดียว ทำให้เหลือเพียง 14 ประเทศที่ยังมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน


ล่าสุด จีนได้เปิดสถานทูตในนิการากัวอีกครั้ง เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 1990 สำนักข่าว Al Jazeera มองว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นชัยชนะทางการเมืองของจีน และได้เพิ่มความกดดันไต้หวันให้แยกออกจากเวทีโลก


เดนิส มอนกาดา รัฐมนตรีต่างประเทศนิการากัว กล่าวในพิธีเปิดสถานทูตว่า "ยินดีต้อนรับคุณในนิการากัวของเรา ด้วยความมั่นใจว่าทั้งสองประเทศจะไปความสำเร็จในอนาคต และนำชัยชนะมาสู่ความสัมพันธ์ฉันพี่น้องของเรา


ก่อนหน้านี้ รัฐบาลนิการากัวเข้ายึดอาคารสถานทูตเก่าของไต้หวัน และส่งมอบให้กับจีน หลังจากตัดความสัมพันธ์การทูตกับไต้หวันและสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน โดยระบุว่าอาคารสถานทูตดังกล่าวเป็นของจีนแล้ว ทำให้ไต้หวันออกมาประณามรัฐบาลนิการากัว ว่ากระทำผิดกฎหมายร้ายแรง ขัดขวางการยกกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่คริสตจักรคาทอลิกแห่งนิการากัวด้วย และฝ่าฝืนธรรมเนียมการทูต โดยให้เวลาไต้หวันเพียง 2 สัปดาห์ในการนำคณะทูตทั้งหมดกลับประเทศ


ทั้งนี้ การตัดสินใจตัดสัมพันธ์กับไต้หวันของรัฐบาลนิการากัว ถูกมองว่าเป็นการโต้กลับสหรัฐฯ ที่หนุนหลังไต้หวัน หลังจากที่ความสัมพันธ์ระหว่างนิการากัวกับสหรัฐฯ ร้าวฉานมานานหลายเดือนแล้ว


สหรัฐฯ มองว่าการเลือกตั้งล่าสุดในนิการากัวไม่โปร่งใส และสั่งคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่นิการากัวเป็นการลงโทษ

—————
แปล-เรียบเรียง: สุภาพร เอ็ลเดรจ และ ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล
ภาพ: Angela WEISS, Alexey DRUZHININ / AFP

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง