PTTGC ได้เปรียบวัตถุดิบก๊าซ มาร์จิ้นปิโตรเด้งไตรมาส 2 เด่น

#PTTGC #ทันหุ้น - PTTGC ได้เปรียบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โครงสร้างใช้วัตถุดิบจากก๊าซในประเทศเป็นหลัก หมดปัญหาซัพพลายขาดแคลน หลังบางโรงงานต้องหยุดผลิตจากปัญหาวัตถุดิบ ขณะที่ส่วนต่างกำไรจะสูงกว่าคู่แข่งที่ใช้แนฟทา กูรูชี้สเปรดปิโตรเคมีฟื้นแตะราว 360 ดอลลาร์ต่อตัน ลุ้นผลงานไตรมาส 2/2569 ฟื้นชัด เป้า 28.70 – 30 บาท
นายจักรพงศ์ เชวงศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า แนวโน้มผลประกอบการของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC อยู่ในทิศทางฟื้นตัว จากความได้เปรียบด้านโครงสร้างต้นทุนและวัตถุดิบ เมื่อเทียบกับผู้ผลิตปิโตรเคมีรายอื่นในตลาด
ทั้งนี้ ความได้เปรียบหลักมาจากโครงสร้างวัตถุดิบของบริษัทที่ใช้อีเทน (Ethane) ประมาณ 50% และโพรเพน (Propane) ราว 30% ซึ่งส่วนใหญ่มีแหล่งวัตถุดิบภายในประเทศ ทำให้ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลกจำกัด ขณะเดียวกัน การเป็นบริษัทในเครือ ปตท. ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการจัดหาวัตถุดิบสำคัญอย่างก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) และแนฟทาในต้นทุนที่แข่งขันได้
โครงสร้างวัตถุดิบดังกล่าวยังส่งผลให้ส่วนต่างกำไร (Margin) ของผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบโลกอยู่ในระดับสูง เนื่องจากผู้ผลิตปิโตรเคมีจำนวนมากในภูมิภาคใช้แนฟทาเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งต้นทุนจะปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน ขณะที่ต้นทุนก๊าซของ PTTGC เคลื่อนไหวค่อนข้างทรงตัว ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตอยู่ในระดับได้เปรียบ และทำให้ส่วนต่างกำไรของผลิตภัณฑ์บางกลุ่ม โดยเฉพาะโพลีเอทิลีน (Polyethylene : PE) เริ่มกลับมาสร้างกำไรได้ แม้ภาพรวมผลประกอบการทั้งบริษัทจะยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากภาวะขาดทุน
ขณะเดียวกัน ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี (Spread) มีสัญญาณฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ราว 360 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาต่อตัน หลังโรงงานบางแห่งทั้งในและต่างประเทศต้องหยุดผลิตชั่วคราวจากปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ ส่งผลให้กำลังการผลิต (Supply) ในตลาดลดลงในระยะสั้น ซึ่งเอื้อต่อผู้ผลิตที่ยังสามารถเดินเครื่องผลิตและมีสินค้าพร้อมจำหน่าย
อย่างไรก็ตาม ระดับ Spread ปัจจุบันที่ประมาณ 360 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ยังต่ำกว่าจุดคุ้มทุน (Breakeven) ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโดยรวม ทำให้การฟื้นตัวของกำไรยังต้องใช้เวลา
ในเชิงผลประกอบการไตรมาส 1/2569 คาดว่ายังรับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของ Spread ไม่เต็มที่ เนื่องจากเริ่มปรับตัวสูงขึ้นในช่วงปลายไตรมาส แต่หากสถานการณ์ความตึงเครียดด้านพลังงานในตลาดโลกยืดเยื้อ มีโอกาสที่ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 จะปรับตัวดีขึ้นชัดเจน และจากความได้เปรียบด้านต้นทุนและวัตถุดิบ จึงยังคงคำแนะนำ “Outperform” สำหรับหุ้น PTTGC ราคาเหมาะสม 28.70 บาท
@โครงสร้างธุรกิจครบวงจร
บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากภาวะตึงตัวของวัตถุดิบแนฟทาในตลาดโลก ท่ามกลางความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่ส่งผลต่อการขนส่งน้ำมันและ LNG ในสัดส่วนถึงราว 20% ของโลกกระทบห่วงโซ่อุปทานพลังงาน หนุนราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลกระทบต่อ PTTGC จะอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจาก PTTGC นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเพียงประมาณ 5–10% ของปริมาณจัดหาทั้งหมด โดยแหล่งน้ำมันดิบหลักยังมาจากสหรัฐ แอฟริกา และเอเชีย อีกทั้ง PTTGC อยู่ระหว่างร่วมกับกลุ่ม ปตท. จัดหาน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่นเพื่อทดแทนเพิ่มเติม ในทางกลับกัน ภาวะตึงตัวของอุปทานผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปช่วยหนุนส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์และค่าการกลั่นให้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมีแนวโน้มชดเชยแรงกดดันจากต้นทุนน้ำมันดิบและค่าระวางขนส่งที่สูงขึ้น
อีกทั้ง PTTGC ยังมีความได้เปรียงเชิงโครงสร้างธุรกิจที่ครบวงจร ทั้งโรงกลั่นและปิโตรเคมี โดยเฉพาะธุรกิจปิโตรเคมีสามารถผลิตแนฟทาใช้เองจากโรงกลั่นและโรงอะโรเมติกส์ ส่งผลให้บริษัทสามารถเดินเครื่องโรงงานปิโตรเคมีได้เต็มกำลังการผลิต
ในด้านอัตรากำไร ภาวะขาดแคลนแนฟทาทำให้โรงงานโอเลฟินส์หลายแห่งในเอเชียและตะวันออกกลางต้องประกาศเหตุสุดวิสัย ส่งผลให้อุปทานปิโตรเคมีในตลาดลดลง และหนุนให้ราคาผลิตภัณฑ์รวมถึงส่วนต่างราคา (Spread) ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ PTTGC ในฐานะผู้ผลิตโอเลฟินส์ที่ใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบมีต้นทุนได้เปรียบกว่าโรงงานที่ใช้แนฟทา ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรของสายการผลิตที่ใช้ก๊าซ (Gas-Based Margin) ขยายตัวเพิ่มขึ้นราว 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
เบื้องต้นคาดการณ์รายได้รวมทั้งปี 2569 ของ PTTGC ที่ 5.89 แสนล้านบาท กำไรสุทธิราว 1.1 หมื่นล้านบาท ทั้งยังมีสถานการณ์แข่งขันที่แข็งแกร่งกว่าผู้ประกอบการปิโตรเคมีจำนวนมาก จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ทำให้มีโอกาสได้รับการประเมินมูลค่าใหม่ ขึ้นเป็น 30 บาท โดยอิงมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น ที่ 0.5 เท่า ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 1.0 เท่า ราว 1.5 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
