BJC ไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัท 1,057 ล้านบาท ลดลง 3.1%

#ทันหุ้น #Thailand #ลงทุน #SET #BJC ไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัท 1,057 ล้านบาท ลดลง 3.1%
บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) BJC รายงานกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 1,057 ล้านบาท ลดลง 3.1% YoY และ 18.2% QoQ แม้เผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้า Non-Food รวมถึงค่าใช้จ่ายพิเศษจากการปรับโครงสร้างสาขา อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถรักษาเสถียรภาพของผลการดำเนินงานได้ จากการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์ (Product Mix Optimization) และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตต่อเนื่อง
รายได้รวมไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 41,936 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% YoY แต่ลดลง 2.7% QoQ ขณะที่รายได้จากการขายและการให้บริการอยู่ที่ 38,191 ล้านบาท ลดลง 0.8% YoY และ 4.4% QoQ โดยได้รับแรงกดดันจากธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคและค้าปลีกสมัยใหม่ ซึ่งยังได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อสินค้า Non-Food ที่ฟื้นตัวช้า
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจบรรจุภัณฑ์และธุรกิจเวชภัณฑ์และเทคนิคยังเติบโตแข็งแกร่ง โดยรายได้กลุ่มบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น 14.5% YoY อยู่ที่ 6,527 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มเวชภัณฑ์และเทคนิคเพิ่มขึ้น 6.0% YoY อยู่ที่ 2,247 ล้านบาท ซึ่งช่วยชดเชยการชะลอตัวของธุรกิจอื่นได้บางส่วน
ด้านธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ซึ่งเป็นสัดส่วนรายได้หลักของบริษัท มีรายได้ 24,436 ล้านบาท ลดลง 4.1% YoY และ 5.8% QoQ ตามภาวะกำลังซื้อที่อ่อนตัว
รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 17.1% YoY มาอยู่ที่ 3,640 ล้านบาท จากกำไรพิเศษจากการเข้าซื้อธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วในต่างประเทศของ BJC-OI ในราคาต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรม (Bargain Purchase) ขณะที่บริษัทมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 105 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปีก่อน
กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 7,936 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% YoY แม้ลดลง 6.2% QoQ โดยอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 20.8% จาก 20.4% ในไตรมาส 1/2568 หรือเพิ่มขึ้น 42 bps จากการปรับ Product Mix ไปสู่สินค้ามาร์จิ้นสูง การใช้กลยุทธ์ Product Premiumization และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารต้นทุนในโรงงานอย่างต่อเนื่อง
การฟื้นตัวของอัตรากำไรเห็นได้ชัดในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มเวชภัณฑ์และเทคนิค รวมถึงธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ซึ่งช่วยลดแรงกดดันจากภาวะบริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
ด้านค่าใช้จ่ายรวมอยู่ที่ 40,308 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.1% YoY จากค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการเข้าซื้อกิจการ BJC-OI และค่าใช้จ่ายจากการปรับโครงสร้างสาขาในธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 48.6% YoY มาอยู่ที่ 2,203 ล้านบาท
กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) อยู่ที่ 2,960 ล้านบาท ลดลง 3.6% YoY และ 12.8% QoQ ขณะที่ EBITDA Margin และความสามารถในการทำกำไรยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ดี
หากไม่รวมรายการพิเศษหลังภาษี บริษัทจะมีกำไรสุทธิสำหรับผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1,180 ล้านบาท ลดลง 6.9% YoY และ 12.7% QoQ สะท้อนความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจที่มีความหลากหลายและสามารถรองรับความผันผวนของตลาดได้
ด้านฐานะการเงิน บริษัทยังคงรักษาระดับหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net Interest-Bearing Debt to Equity) ไว้ที่ 1.1 เท่า ทรงตัวจากปีก่อน สะท้อนสถานะการเงินที่ยังแข็งแกร่ง แม้มีการลงทุนและขยายธุรกิจต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
