รีเซต

EV โตแรงครองส่วนแบ่งตลาด-จับตามือสองราคาร่วงหนัก

EV โตแรงครองส่วนแบ่งตลาด-จับตามือสองราคาร่วงหนัก
TNN ช่อง16
5 พฤศจิกายน 2569 ( 16:14 )

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อรถยนต์พลังงานทางเลือก หรือ xEV กำลังกลายเป็นพระเอกของตลาด แทนที่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปที่เคยเป็นหัวใจหลักของอุตสาหกรรมไทยมาอย่างยาวนานโดยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ SCB EIC ประเมินว่า ตลาดรถยนต์ในปี หน้า 2027 จะยังเติบโตต่อเนื่อง คาดยอดขายในประเทศอยู่ที่ 730,000 คัน เพิ่มขึ้น 6.6% 

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวครั้งนี้จะเป็นลักษณะ K-shaped Recovery หรือการฟื้นตัวที่แตกต่างกัน โดยแรงขับเคลื่อนหลักจะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มรถยนต์พลังงานทางเลือก ขณะที่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและรถกระบะยังคงเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่เปราะบาง หนี้ครัวเรือนสูง และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อโดยเฉพาะตลาดรถกระบะ ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าหลักยอดขายปีหน้าจะทรงตัว 180,000 คัน ส่วนหนึ่งมาจากผู้บริโภคหันไปเลือกใช้รถ SUV มากขึ้น เพราะตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย และมีตัวเลือกหลายระดับราคา

ในทางกลับกัน รถยนต์พลังงานทางเลือก หรือ xEV จะกลายเป็นเครื่องยนต์หลักของตลาด โดย SCB EIC คาดว่ายอดขายปีหน้าจะอยู่ที่460,000 คัน คิดเป็น 64% ของยอดขายทั้งหมด และภายในปี 2028 รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ หรือ BEV มีแนวโน้มก้าวขึ้นเป็นรถยนต์ที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในไทย  โดยมีแรงสนับสนุนจากการขยายกำลังการผลิตในประเทศ การเปิดตัวรถรุ่นใหม่ รวมถึงความพร้อมของค่ายรถยนต์ในด้านศูนย์บริการ อะไหล่ และบริการหลังการขายที่ดีขึ้น

ขณะที่ด้านการผลิต SCB EIC ประเมินว่าปีหน้าไทยมีโอกาสผลิตรถยนต์ได้ประมาณ 1.5 ล้านคัน สูงสุดในรอบ 4 ปี โดย 75% มาจากรถยนต์พลังงานทางเลือก เพื่อรองรับตลาดในประเทศและการผลิตชดเชยการนำเข้าภายใต้มาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5ส่วนการส่งออกคาดว่าจะอยู่ที่ 860,000 คัน ขยายตัวได้เล็กน้อย จากหดตัวต่อเนื่อง 3 ปี อย่างไรก็ตาม การส่งออกยังมีความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากผู้ผลิตรถยนต์จีน


สำหรับอีกหนึ่งปัจจัยที่กำลังเร่งให้ตลาดรถ EV ทั่วโลกเติบโต คือราคาจำหน่ายที่ลดลงอย่างต่อเนื่องข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารอ้างอิงจาก Mobility Global ระบุว่า ปี 2025 รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาเฉลี่ยทั่วโลก 37,000 ดอลลาร์ หรือราว 1.22 ล้านบาท ลดลง 9% เมื่อเทียบกับปี  2020ขณะที่รถยนต์ไฮบริดกลับมีราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นที่ 39,000 ดอลลาร์ หรือราว 1.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16%

ปัจจัยสำคัญมาจากต้นทุนแบตเตอรี่ที่ลดลงประมาณ 37% ขณะที่ราคาแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า ลดลง 30–40%ประกอบกับการแข่งขันของผู้ผลิตจีนที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุน  ทำให้สามารถลดราคาจำหน่ายและขยายตลาดต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว

ทำให้ การส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าของจีนเพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 100,000 คันในปี 2563 เป็น 1.64 ล้านคันในปี 2568 และไทยก็เป็นหนึ่งในตลาดที่สำคัญโดยมีผู้ผลิตอย่าง BYD และ Great Wall Motor เข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทยแล้ว

แต่แม้รถ EV จะมีราคาถูกลงและได้รับความนิยมมากขึ้น อีกด้านหนึ่งกลับเกิดปัญหาใหม่ในตลาดรถยนต์มือสองนั่นคือสงครามราคา หรือ Price War ที่ค่ายรถยนต์หลายแบรนด์ โดยเฉพาะแบรนด์จีน ทยอยปรับลดราคารถยนต์ใหม่อย่างต่อเนื่อง บางรุ่นลดราคาหลักแสนบาท และบางกรณีลดลงมากกว่า 300,000 บาทในช่วงเวลาไม่นานเมื่อราคารถใหม่ลดลงอย่างรวดเร็ว ก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาขายต่อของรถมือสอง ทำให้ผู้ที่ซื้อรถ EV ไปก่อนหน้านี้ต้องเผชิญกับมูลค่ารถที่ลดลงอย่างรวดเร็ว

ขณะที่ทางฝั่งผู้ประกอบการแม้ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังเผชิญโจทย์ใหญ่ แม้โรงงานผลิตรถยนต์ทุกแห่งจะกลับมาเดินสายการผลิตตามปกติตั้งแต่ช่วงกลางเดือนตุลาคม หลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือ ตลาดรถกระบะในประเทศที่ยังหดตัวต่อเนื่อง จนเริ่มส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังผู้ผลิตชิ้นส่วนและแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ประเมินว่า อุทกภัยครั้งนี้จะไม่กระทบต่อเป้าหมายการผลิตรถยนต์ปีนี้ที่ตั้งไว้ 1 ล้าน 4 แสน 5 หมื่นคัน แบ่งเป็นผลิตเพื่อส่งออก 9 แสนคัน และจำหน่ายในประเทศ 5 แสน 5 หมื่นคัน เนื่องจากยอดผลิตรถยนต์ช่วง 9 เดือนแรก อยู่ที่ 1 ล้าน 80,030 คัน เพิ่มขึ้น 0.39% 

อย่างไรก็ตาม วิกฤตที่น่าห่วงคือ ตลาดรถกระบะ ซึ่งถือเป็น Product Champion ของไทย โดยเดือนกันยายนมียอดขายเพียง 10,315 คัน ลดลง 7.11% ส่วนรถกระบะ 1 ตัน ขายได้เพียง 5,003 คัน ลดลงถึง 11.50% สาเหตุสำคัญมาจากสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ท่ามกลางเศรษฐกิจเติบโตต่ำ กำลังซื้ออ่อนแอ และหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง

ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่ค่ายรถยนต์ แต่ลามไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนกว่า 2,500 ราย และแรงงานมากกว่า 800,000 คน โดยเฉพาะชิ้นส่วนรถกระบะเครื่องยนต์สันดาปที่ใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงถึง 90% ซึ่งมียอดผลิตลดลงมากกว่า 300,000 ชิ้น กระทบตั้งแต่ผู้ผลิตหม้อน้ำ ท่อไอเสีย เบาะนั่ง กระจก ไปจนถึงอุตสาหกรรมเหล็กและปิโตรเคมี

สวนทางกับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตต่อเนื่อง โดยรถยนต์ BEV มียอดขายสะสม 9 เดือนแรก 161,532 คัน เพิ่มขึ้น 98.56% ขณะที่รถไฮบริด HEV เพิ่มขึ้น 13.95% ส่วนรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปมียอดขายสะสมลดลง 20.20%

โจทย์สำคัญหลังจากนี้จึงไม่ใช่แค่การรักษาเป้าหมายการผลิตรถยนต์ แต่คือการเร่งฟื้นตลาดรถกระบะ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และรักษาฐานการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยในระยะยาว


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง