รีเซต

OR บล.ทิสโก้ แนะนำ “ซื้อ” มูลค่าเหมาะสม 16.40 บาท

OR บล.ทิสโก้ แนะนำ “ซื้อ” มูลค่าเหมาะสม 16.40 บาท
ทันหุ้น
11 กุมภาพันธ์ 2569 ( 14:33 )
5

#ทันหุ้น #2026 #SET #OR บล.ทิสโก้ แนะนำ “ซื้อ” มูลค่าเหมาะสม 16.40 บาท

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ปรับตัวลดลงแต่ดีกว่าคาดการณ์ โดยบริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2.1 พันล้านบาท ลดลง 21% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และลดลง 31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ภาพรวมจะอ่อนตัว แต่ผลประกอบการยังสูงกว่าประมาณการ 13% และสูงกว่าคาดการณ์ของตลาด 14% 

โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากภาระภาษีที่ต่ำกว่าคาด จากการปรับรายการภาษีช่วงปลายปี ทั้งนี้ การลดลงของกำไรทั้งเมื่อเทียบไตรมาสก่อนและเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีสาเหตุจากอัตรากำไรของกลุ่มธุรกิจ Lifestyle ที่ลดลง และผลขาดทุนจากการดำเนินงานในประเทศกัมพูชาที่เพิ่มขึ้น รวมถึงบริษัทมีการรับรู้ค่าเผื่อด้อยค่ารวม 343 ล้านบาท

ด้านผลการดำเนินงานรายกลุ่มธุรกิจ กลุ่ม Mobility มี EBITDA ทรงตัวทั้งเมื่อเทียบไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยบริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นจากธุรกิจน้ำมันอยู่ที่ 1.02 บาทต่อลิตร ในไตรมาส 4/2568 ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน แต่สูงกว่าระดับ 0.83 บาทต่อลิตร ในไตรมาส 4/2567 แม้ว่าจะมีการบันทึกขาดทุนจากสต็อกประมาณ 580 ล้านบาท แต่ยังได้รับแรงหนุนจากค่าการกลั่นน้ำมันอากาศยานที่ปรับตัวสูงขึ้น จากผลของช่วงเวลาการปรับราคาน้ำมันที่ล่าช้าหลังราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนธันวาคม 

ขณะที่ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากความต้องการใช้น้ำมันอากาศยานที่แข็งแกร่งและการฟื้นตัวตามฤดูกาลของการบริโภคภาคค้าปลีก แต่ลดลง 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดดีเซลเชิงพาณิชย์

สำหรับกลุ่ม Lifestyle EBITDA ลดลง 6% เมื่อเทียบไตรมาสก่อน โดยอัตรากำไร EBITDA ลดลงมาอยู่ที่ 25.4% ในไตรมาส 4/2568 จาก 28.2% ในไตรมาสก่อน เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาลในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ขณะที่ยอดขายเครื่องดื่มของ Café Amazon ทรงตัวที่ 109 ล้านแก้ว ส่วนกลุ่มธุรกิจ Global เป็นกลุ่มที่อ่อนตัวที่สุด โดยมี EBITDA ขาดทุน 12 ล้านบาท จากผลขาดทุนที่เพิ่มขึ้นในประเทศกัมพูชาและปริมาณการขายน้ำมันในประเทศฟิลิปปินส์ที่ลดลง โดยธุรกิจในกัมพูชามีผลขาดทุนสุทธิประมาณ 170 ล้านบาท ในไตรมาสดังกล่าว

แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/2569 คาดว่าจะฟื้นตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากการไม่มีค่าเผื่อด้อยค่าเข้ามากดดันผลประกอบการ ขณะที่ธุรกิจหลักยังคงอยู่ในระดับที่ดี โดยกลุ่ม Mobility คาดว่าปริมาณการขายจะทรงตัวและอัตรากำไรปรับตัวดีขึ้น จากสถานะกองทุนน้ำมันที่แข็งแกร่งขึ้นและโอกาสรับรู้กำไรจากสต็อก 

ขณะที่กลุ่ม Lifestyle คาดว่าอัตรากำไรจะกลับเข้าสู่ระดับปกติ จากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ลดลงตามฤดูกาล ทั้งนี้ ประมาณการดังกล่าวยังไม่รวมการรับรู้ค่าเผื่อด้อยค่าในธุรกิจประเทศกัมพูชา ซึ่งมีมูลค่าตามบัญชีประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยบริษัทระบุว่าอาจรับรู้รายการดังกล่าวในปี 2569 หากมีความจำเป็น และอยู่ระหว่างพิจารณาทางเลือกสำหรับธุรกิจในกัมพูชา รวมถึงความเป็นไปได้ในการขายสินทรัพย์

นอกจากนี้ บริษัทได้ประกาศจ่ายเงินปันผลรอบสุดท้ายในอัตรา 0.30 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 77% และให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลประมาณ 2.2% โดยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับหุ้น OR ให้มูลค่าที่เหมาะสม 16.40 บาท อิงจากการประเมินมูลค่าเฉลี่ยระหว่างวิธี DCF ที่ 15.40 บาท และวิธี SOTP ที่ 17.40 บาท โดยความเสี่ยงสำคัญประกอบด้วย ภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีเชื้อเพลิง และการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง