รีเซต

TURBO ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิต องค์กร BBB-/Positive

TURBO ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิต องค์กร BBB-/Positive
ทันหุ้น
28 พฤษภาคม 2569 ( 17:51 )
8

#ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท เงินเทอร์โบ จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ BBB-” และปรับแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น Positive” (บวก) จาก Stable” (คงที่)

แนวโน้มอันดับเครดิต “Positive” (บวก) สะท้อนถึงฐานทุนของบริษัทที่แข็งแกร่งขึ้นและความสามารถในการสร้างผลกำไรที่ปรับตัวดีขึ้น โดยฐานทุนของบริษัทได้รับการเสริมให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นภายหลังจากการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนครั้งแรก (IPO) ในขณะที่ผลกำไรก็ฟื้นตัวจากการมีค่าใช้จ่ายด้านเครดิตที่ลดลงและประสิทธิภาพการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น อันดับเครดิตยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการมีแหล่งเงินทุนที่เพียงพอ สภาพคล่องที่อยู่ในระดับเหมาะสม และสถานะทางธุรกิจในธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถที่อยู่ในระดับปานกลาง ในขณะที่การปรับปรุงสถานะทางการตลาดและความสามารถในการสร้างผลกำไรที่ต่อเนื่องโดยไม่ก่อให้เกิดการลดลงของฐานทุนจะได้รับการพิจารณาในเชิงบวกและอาจนำไปสู่การปรับเพิ่มอันดับเครดิต อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเผชิญกับความเสี่ยงด้านเครดิตที่อยู่ในระดับสูงในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

สถานะฐานทุนแข็งแกร่งขึ้น

สถานะของฐานทุนและกำไรของบริษัทปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายหลังจากการทำ IPO ในเดือนกันยายน 2568 โดยอัตราส่วนเงินกองทุนที่ปรับความเสี่ยง (Risk‑adjusted Capital Ratio -- RAC) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 26% ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 จากระดับ 20% ก่อนหน้านี้ ซึ่งส่งผลให้ฐานทุนได้รับการประเมินว่าอยู่ในระดับ “แข็งแกร่งมาก” โดยบริษัทยังรักษาระดับดังกล่าวเอาไว้ได้จนถึงสิ้นไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 (ไตรมาส 1 ปี 2569) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการสะสมกำไรอย่างต่อเนื่อง

ในขณะเดียวกัน ภาระหนี้สินของบริษัทก็ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ปรับปรุงแล้ว (ไม่รวมเงินกู้ยืมจาก
ผู้ถือหุ้น) ลดลงมาอยู่ที่ 1.1 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 จาก 2.4 เท่า ณ สิ้นปี 2568 ซึ่งต่ำกว่าข้อกำหนดทางการเงินซึ่งอยู่ที่ระดับ 3.5 เท่าเป็นอย่างมาก

ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนเงินกองทุนที่ปรับความเสี่ยงของบริษัทจะยังคงทรงตัวอยู่ในช่วง 28%-32% ในระยะ 3 ปีข้างหน้าโดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของสินเชื่อในระดับปานกลางที่ประมาณ 6%-8% และการไม่จ่ายเงินปันผล ซึ่งจะช่วยคงฐานทุนให้อยู่ในระดับ “แข็งแกร่งมาก” เช่นนี้และช่วยสนับสนุนกลยุทธ์การเติบโตในระยะปานกลางของบริษัท

การขยายธุรกิจจะอยู่ในระดับปานกลาง

ทริสเรทติ้งประเมินสถานะทางธุรกิจของบริษัทให้อยู่ในระดับ “ปานกลาง” ซึ่งสะท้อนถึงขนาดธุรกิจที่ยังไม่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการรายหลักในอุตสาหกรรม แม้ว่าบริษัทจะมีการเติบโตของสินเชื่ออยู่ในระดับสูงในช่วงปี 2564‑2567 แต่การขยายตัวได้ชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญในปี 2568 เนื่องจากฝ่ายบริหารปรับใช้นโยบายการพิจารณาสินเชื่อให้รอบคอบมากยิ่งขึ้นเพื่อรักษาคุณภาพสินทรัพย์ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มของอุตสาหกรรมโดยรวม

ยอดสินเชื่อคงค้างของบริษัทอยู่ที่ระดับ 1.16 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 ซึ่งค่อนข้างทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และต่อมาขยายตัวใกล้ระดับ 1.20 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 (เพิ่มขึ้นประมาณ 3% ตั้งแต่ต้นปี) ทริสเรทติ้งคาดว่าการขยายธุรกิจของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับปานกลางภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในปัจจุบันโดยคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของสินเชื่อจะอยู่ที่ประมาณ
6%-8% ต่อปีในช่วงระหว่างปี 2569‑2571 ซึ่งการเติบโตดังกล่าวน่าจะมีปัจจัยสนับสนุนจากการพัฒนาที่ต่อเนื่องของสาขาที่มีอยู่เดิม เนื่องจากสาขาปัจจุบันของบริษัทยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและยังมีศักยภาพในการขยายพอร์ตสินเชื่อเพิ่มเติม ประกอบกับการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทมีจำนวนสาขา 998 แห่ง ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 ทั้งนี้ ในประมาณการของ
ทริสเรทติ้งได้รวมการเปิดสาขาใหม่ราว 30 แห่งในปี 2569 และประมาณ 100 แห่งเพิ่มเติมในช่วงระหว่างปี 2570‑2571 ภายใต้กลยุทธ์การคัดเลือกทำเลสาขาอย่างรอบคอบ อย่างไรก็ดี แผนการขยายสาขายังคงมีความยืดหยุ่นและขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วง

โครงสร้างพอร์ตสินเชื่อของบริษัทยังคงมีความกระจุกตัวอยู่ในสินเชื่อทะเบียนรถซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70% ของสินเชื่อรวม
ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 ในขณะที่สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์และสินเชื่อโฉนดที่ดินมีสัดส่วนประมาณ 20% และ 10% ตามลำดับ นอกจากนี้ ฝ่ายบริหารของบริษัทยังมีแผนจะขยายธุรกิจนายหน้าประกันภัยโดยมุ่งยกระดับแพลตฟอร์มการขายและขยายเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจอีกด้วย

คุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นแต่ยังคงมีความเสี่ยง

คุณภาพสินทรัพย์ของบริษัทปรับตัวดีขึ้นในปี 2568 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเพิ่มความเข้มงวดของหลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อ ตลอดจนการติดตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และระบบติดตามเร่งรัดหนี้ที่มีความเฉพาะทาง อัตราการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (NPL Formation) ของบริษัทลดลงมาอยู่ที่ 5.7% ของสินเชื่อเฉลี่ยในปี 2568 จาก 6.9% ในปี 2567 และปรับลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นอัตรารายปีที่ประมาณ 3.5% ในไตรมาส 1 ปี 2569 จากคุณภาพของการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่ดีขึ้นและการบริหารหนี้ที่มีประสิทธิผลมากขึ้น ส่วนการตัดหนี้สูญในเชิงรุกซึ่งอยู่ที่ระดับ 6.0% ของสินเชื่อเฉลี่ยในปี 2568 และ 4.1% ในไตรมาส 1 ปี 2569 นั้นยังช่วยสนับสนุนการบริหารคุณภาพสินทรัพย์โดยค่าใช้จ่ายด้านเครดิตปรับลดลงมาอยู่ที่ 4.5% ในไตรมาส 1 ปี 2569 จาก 5.2% ในปี 2568 ในขณะที่อัตราส่วนเงินสำรองต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) ยังคงอยู่ในระดับดีที่ 107%

แม้ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะสามารถรักษาคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ในช่วงปี 2569‑2571 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการพิจารณาสินเชื่อที่รอบคอบอย่างต่อเนื่อง การเร่งรัดหนี้เชิงรุก และการตัดหนี้สูญที่รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงมีความเปราะบางต่อความเสี่ยงด้านเครดิตที่อยู่ในระดับสูงเนื่องจากการมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าที่เข้าถึงบริการทางการเงินในระบบธนาคารที่จำกัด ทั้งนี้ ภายใต้สมมติฐานกรณีฐาน ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตรา NPL Formation ของบริษัทจะอยู่ที่ระดับประมาณ 4.0%‑4.5% ของสินเชื่อเฉลี่ย โดยอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จะทรงตัวต่ำกว่า 4% และอัตราส่วนเงินสำรองต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จะอยู่สูงกว่า 100% เล็กน้อย อย่างไรก็ตาม หากคุณภาพสินทรัพย์ของบริษัทปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญเกินกว่าสมมติฐานกรณีพื้นฐานดังกล่าวก็อาจสร้างแรงกดดันต่ออันดับเครดิตและแนวโน้มอันดับเครดิตได้

ผลกำไรฟื้นตัว ประสิทธิภาพดีขึ้น

ผลกำไรของบริษัทฟื้นตัวดีขึ้นในปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากการควบคุมต้นทุนที่มีวินัยและการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตที่เข้มงวดมากขึ้น โดยอัตรากำไรก่อนหักภาษีต่อสินทรัพย์เสี่ยงถัวเฉลี่ย (EBT/ARWA) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.4% ในปี 2568 จาก 1.2% ในปี 2567 ในขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 503 ล้านบาทจาก 142 ล้านบาทในปีก่อนหน้า

บริษัทยังคงรักษาโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อที่มีความหลากหลายเอาไว้ได้โดยจำกัดสัดส่วนสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ซึ่งมีความเสี่ยงสูงไว้ที่ไม่เกิน 20% ของสินเชื่อรวม อัตราผลตอบแทนของพอร์ตสินเชื่อทรงตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 23% ในช่วงระหว่างปี 2568 จนถึงไตรมาส 1 ปี 2569 ซึ่งยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าผู้ประกอบการรายอื่นส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรม เนื่องจากอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าของสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ ต้นทุนทางการเงินของบริษัทปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 4.3% ในปี 2568 และ 4.0% ในไตรมาส 1 ปี 2569 ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยขยายตัวเป็น 18.7% และ 19.5% ตามลำดับ อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อรายได้ก็ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ในช่วง 47%‑48% จาก 55% ในปี 2567 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการชะลอการขยายสาขา

ทริสเรทติ้งคาดว่าความสามารถในการสร้างผลกำไรของบริษัทจะยังคงเป็นปัจจัยที่สนับสนุนอันดับเครดิต โดยคาดว่าอัตรา EBT/ARWA จะทรงตัวอยู่เหนือระดับ 4.0% ในช่วงปี 2569‑2571 ทั้งนี้ ประมาณการของทริสเรทติ้งคาดการณ์ว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ระดับประมาณ 19% และค่าใช้จ่ายด้านเครดิตจะอยู่ที่ระดับ 4.2%‑4.5% อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อรายได้อาจปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 48%‑49% หลังจากการกลับมาขยายสาขาอีกครั้ง อย่างไรก็ดี ประสิทธิภาพในการดำเนินงานยังคาดว่าน่าจะอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนจะเพิ่มรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยโดยผ่านธุรกิจนายหน้าประกันภัยอีกด้วยโดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามการพัฒนาแพลตฟอร์มและผลิตภัณฑ์ประกันภัยในอนาคต

สถานะเงินทุนปรับตัวดีขึ้น

โครงสร้างแหล่งเงินทุนของบริษัทปรับตัวดีขึ้นและการเข้าถึงวงเงินสินเชื่อในระดับที่มีนัยสำคัญก็เพิ่มขึ้น การทำ IPO ในเดือนกันยายน 2568 ช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางการเงินให้แก่บริษัท ทั้งนี้ แหล่งเงินทุนระยะยาวของบริษัทซึ่งประกอบด้วยวงเงินสินเชื่อระยะยาวจากธนาคารและการออกหุ้นกู้ยังคงอยู่ในระดับคงที่ที่ประมาณ 75% ของแหล่งเงินทุนทั้งหมด โดย ณ เดือนพฤษภาคม 2569 บริษัทมีวงเงินสินเชื่อรวมจำนวน 9.2 พันล้านบาทจากสถาบันการเงินหลายแห่ง ซึ่งจำนวนมากกว่า 4.2 พันล้านบาทหรือประมาณ 45% ยังสามารถเบิกใช้ได้

เนื่องจากสัดส่วนที่มีนัยสำคัญของวงเงินสินเชื่อจากธนาคารของบริษัทยังคงมีลูกหนี้เป็นหลักประกันซึ่งอาจจำกัดความยืดหยุ่นด้านแหล่งเงินทุนภายใต้สภาวะตึงตัว บริษัทจึงได้ทำการทยอยกระจายแหล่งเงินทุนโดยผ่านการออกหุ้นกู้และการจัดตั้งวงเงินสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันบางส่วน ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนปรับตัวดีขึ้นเป็น 62% ในระหว่างปี 2568 จนถึงไตรมาส 1 ปี 2569 จากระดับ 73% ในปี 2567

กระแสเงินสดที่แข็งแกร่งช่วยสนับสนุนสภาพคล่อง

สถานะสภาพคล่องที่อยู่ในระดับ “เพียงพอ” ของบริษัทมีปัจจัยสนับสนุนจากความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสถาบันการเงิน ทั้งนี้ สำหรับช่วงเวลา 12 เดือนนับตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนธันวาคม 2569 บริษัทคาดว่าจะมีกระแสเงินสดรับจากลูกหนี้ที่จำนวนประมาณ 6 พันล้านบาทซึ่งมากพอที่จะรองรับกระแสเงินสดจ่ายที่คาดการณ์ไว้ที่จำนวน 2.8 พันล้านบาทได้ และนอกเหนือจากวงเงินสินเชื่อจากธนาคารแล้ว บริษัทยังได้รับการสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นโดยมีเงินกู้ยืมจากผู้ถือหุ้นคงค้างจำนวน 2.1 พันล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 อีกด้วย

แรงกดดันต่อผู้ประกอบการสินเชื่อทะเบียนรถยังคงมีอยู่

แม้ว่าความต้องการสินเชื่อจากกลุ่มลูกค้าที่เข้าถึงบริการทางการเงินในระบบธนาคารที่จำกัด รวมทั้งผู้ประกอบการรายย่อย ตลอดจนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) จะยังคงอยู่ในระดับสูง แต่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยังคงดำเนินนโยบายการปล่อยสินเชื่อที่มีวินัยท่ามกลางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่สม่ำเสมอในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้อัตราการเติบโตของสินเชื่อชะลอตัวลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 5% ในปี 2568 จากระดับที่สูงกว่าสองเท่าในอดีต

แนวทางที่ระมัดระวังดังกล่าวมีแนวโน้มจะดำเนินต่อไปในปี 2569 โดยคาดว่าการขยายตัวของสินเชื่อจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับในปี 2568 ทั้งนี้ แรงกดดันที่ยืดเยื้อ อาทิ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ยังไม่ทั่วถึงและความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังดำเนินอยู่มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้และยังคงสร้างแรงกดดันต่อคุณภาพสินทรัพย์ของอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวโน้มที่ค่าใช้จ่ายด้านเครดิตจะปรับตัวเพิ่มขึ้นรวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถในระยะปานกลาง

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน
สมมติฐานกรณีพื้นฐานของทริสเรทติ้งสำหรับการดำเนินงานของบริษัทในช่วงระหว่างปี 2569‑2571 มีดังนี้

  • สินเชื่อคงค้างจะเติบโตในอัตรา 6%‑8% ต่อปี
  • ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ประมาณ 19%
  • ค่าใช้จ่ายด้านเครดิตจะอยู่ในช่วง 4.2%‑4.5%
  • อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อรายได้รวมจะอยู่ในช่วง 48%‑49%
  • แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต “Positive” (บวก) สะท้อนถึงความคาดหมายของทริสเรทติ้งว่าฐานทุนและผลกำไรของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดว่าบริษัทจะแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการยกระดับสถานะความเสี่ยงได้อย่างยั่งยืนรวมทั้งรักษาสถานะแหล่งเงินทุนและสภาพคล่องให้อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งต่อไป

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

การปรับเพิ่มอันดับเครดิตอาจเกิดขึ้นได้หากบริษัทสามารถเสริมสร้างความแข็งแกร่งของฐานทุนและผลกำไรให้มากขึ้นโดยรักษาอัตราส่วนเงินทุนที่ปรับความเสี่ยงให้อยู่ที่ระดับสูงกว่า 25% อย่างมีนัยสำคัญและรักษาอัตราส่วน EBT/ARWA ให้อยู่เหนือระดับ 4.0% โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ปัจจัยด้านเครดิตอื่น ๆ ยังคงอยู่ในระดับดีเช่นเดิมอย่างต่อเนื่อง

ในทางกลับกัน อันดับเครดิตและแนวโน้มอันดับเครดิตอาจเผชิญกับแรงกดดันในทิศทางปรับลดลงหากบริษัทประสบกับการอ่อนตัวลงอย่างมีนัยสำคัญของคุณภาพสินทรัพย์หรือผลการดำเนินงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่อัตราส่วน EBT/ARWA ปรับลดลงต่ำกว่า 1.5% หรืออัตราส่วนเงินทุนที่ปรับความเสี่ยงยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 15% เป็นระยะเวลานาน

ข้อมูลงบการเงินและอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ *    

หน่วย: ล้านบาท

 ------------------------- ณ วันที่ 31 ธันวาคม ----------------------
  ม.ค.-มี.ค. 256925682567256625652564
สินทรัพย์รวม 12,95212,67712,81712,1128,7946,020
เงินให้สินเชื่อรวม 11,96411,56211,68510,6327,5925,143
ค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 470459554406206112
หนี้สินทางการเงินระยะสั้น 5,5495,2805,3685,3623,9803,685
หนี้สินทางการเงินระยะยาว 3,2453,4614,7054,1272,3231,214
ส่วนของผู้ถือหุ้น 3,9543,7772,6112,4712,3391,011
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 6042,2692,1441,7051,124726
ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 13160076250417187
รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย 125424438406469414
ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 3821,4761,6591,452999759
กำไรก่อนภาษีเงินได้ 216616161156423295
กำไรสุทธิ 175503142132338235

*   งบการเงินรวม

หน่วย: %

  -------------------- ณ วันที่ 31 ธันวาคม ------------------
  ม.ค.-มี.ค. 256925682567256625652564
ความสามารถในการทำกำไร       
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ/สินทรัพย์รวมถัวเฉลี่ย ** 18.8617.8017.2016.3115.1714.84
รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย/สินทรัพย์รวมถัวเฉลี่ย ** 3.913.323.513.886.338.47
ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน/รายได้รวม 46.7747.7154.6959.7256.1559.90
กำไรจากการดำเนินงาน/สินทรัพย์รวมถัวเฉลี่ย ** 6.754.831.291.495.716.03
กำไรก่อนภาษีเงินได้/สินทรัพย์เสี่ยงถัวเฉลี่ย ** 6.094.391.201.435.686.18
อัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวมถัวเฉลี่ย ** 5.463.951.141.264.574.81
อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นถัวเฉลี่ย ** 18.1115.755.575.4720.2026.36
คุณภาพสินทรัพย์       
ลูกหนี้ด้อยคุณภาพ/เงินให้สินเชื่อรวม 3.683.964.173.152.791.92
ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น/เงินให้สินเชื่อรวม ถัวเฉลี่ย ** 4.465.166.835.532.682.06
ค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น/ลูกหนี้ด้อย คุณภาพ 106.71100.33113.82121.3695.62113.41
โครงสร้างเงินทุน       
อัตราส่วนเงินทุนที่ปรับความเสี่ยง 26.8126.3617.8518.3925.1516.47
อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (เท่า) 2.282.363.913.902.764.95
เงินทุนและสภาพคล่อง       
อัตราส่วนแหล่งเงินทุนที่มีเสถียรภาพ 84.7488.5389.5585.6886.6558.61
อัตราส่วนความครอบคลุมของสภาพคล่อง (เท่า) 0.030.050.040.040.040.02
หนี้สินทางการเงินระยะสั้น/หนี้สินรวม 61.6759.3352.6055.6261.6573.56

**     ปรับอัตราส่วนเป็นตัวเลขเต็มปี

เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง

 - เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตสถาบันการเงิน, 25 กันยายน 2567

บริษัท เงินเทอร์โบ จำกัด (มหาชน) (TURBO)

อันดับเครดิตองค์กร:BBB-
แนวโน้มอันดับเครดิต:Positive

อันดับเครดิตในอดีต

 วันที่ทบทวนล่าสุด: 23 พฤษภาคม 2568

วันที่อันดับเครดิตแนวโน้มอันดับเครดิต/ เครดิตพินิจ 
02 พ.ค. 66BBB-Stable

ข่าวที่เกี่ยวข้อง