TURBO ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิต องค์กร BBB-/Positive

#ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท เงินเทอร์โบ จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “BBB-” และปรับแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น “Positive” (บวก) จาก “Stable” (คงที่)
แนวโน้มอันดับเครดิต “Positive” (บวก) สะท้อนถึงฐานทุนของบริษัทที่แข็งแกร่งขึ้นและความสามารถในการสร้างผลกำไรที่ปรับตัวดีขึ้น โดยฐานทุนของบริษัทได้รับการเสริมให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นภายหลังจากการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนครั้งแรก (IPO) ในขณะที่ผลกำไรก็ฟื้นตัวจากการมีค่าใช้จ่ายด้านเครดิตที่ลดลงและประสิทธิภาพการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น อันดับเครดิตยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการมีแหล่งเงินทุนที่เพียงพอ สภาพคล่องที่อยู่ในระดับเหมาะสม และสถานะทางธุรกิจในธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถที่อยู่ในระดับปานกลาง ในขณะที่การปรับปรุงสถานะทางการตลาดและความสามารถในการสร้างผลกำไรที่ต่อเนื่องโดยไม่ก่อให้เกิดการลดลงของฐานทุนจะได้รับการพิจารณาในเชิงบวกและอาจนำไปสู่การปรับเพิ่มอันดับเครดิต อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเผชิญกับความเสี่ยงด้านเครดิตที่อยู่ในระดับสูงในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต
สถานะฐานทุนแข็งแกร่งขึ้น
สถานะของฐานทุนและกำไรของบริษัทปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายหลังจากการทำ IPO ในเดือนกันยายน 2568 โดยอัตราส่วนเงินกองทุนที่ปรับความเสี่ยง (Risk‑adjusted Capital Ratio -- RAC) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 26% ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 จากระดับ 20% ก่อนหน้านี้ ซึ่งส่งผลให้ฐานทุนได้รับการประเมินว่าอยู่ในระดับ “แข็งแกร่งมาก” โดยบริษัทยังรักษาระดับดังกล่าวเอาไว้ได้จนถึงสิ้นไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 (ไตรมาส 1 ปี 2569) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการสะสมกำไรอย่างต่อเนื่อง
ในขณะเดียวกัน ภาระหนี้สินของบริษัทก็ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ปรับปรุงแล้ว (ไม่รวมเงินกู้ยืมจาก
ผู้ถือหุ้น) ลดลงมาอยู่ที่ 1.1 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 จาก 2.4 เท่า ณ สิ้นปี 2568 ซึ่งต่ำกว่าข้อกำหนดทางการเงินซึ่งอยู่ที่ระดับ 3.5 เท่าเป็นอย่างมาก
ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนเงินกองทุนที่ปรับความเสี่ยงของบริษัทจะยังคงทรงตัวอยู่ในช่วง 28%-32% ในระยะ 3 ปีข้างหน้าโดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของสินเชื่อในระดับปานกลางที่ประมาณ 6%-8% และการไม่จ่ายเงินปันผล ซึ่งจะช่วยคงฐานทุนให้อยู่ในระดับ “แข็งแกร่งมาก” เช่นนี้และช่วยสนับสนุนกลยุทธ์การเติบโตในระยะปานกลางของบริษัท
การขยายธุรกิจจะอยู่ในระดับปานกลาง
ทริสเรทติ้งประเมินสถานะทางธุรกิจของบริษัทให้อยู่ในระดับ “ปานกลาง” ซึ่งสะท้อนถึงขนาดธุรกิจที่ยังไม่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการรายหลักในอุตสาหกรรม แม้ว่าบริษัทจะมีการเติบโตของสินเชื่ออยู่ในระดับสูงในช่วงปี 2564‑2567 แต่การขยายตัวได้ชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญในปี 2568 เนื่องจากฝ่ายบริหารปรับใช้นโยบายการพิจารณาสินเชื่อให้รอบคอบมากยิ่งขึ้นเพื่อรักษาคุณภาพสินทรัพย์ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มของอุตสาหกรรมโดยรวม
ยอดสินเชื่อคงค้างของบริษัทอยู่ที่ระดับ 1.16 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 ซึ่งค่อนข้างทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และต่อมาขยายตัวใกล้ระดับ 1.20 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 (เพิ่มขึ้นประมาณ 3% ตั้งแต่ต้นปี) ทริสเรทติ้งคาดว่าการขยายธุรกิจของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับปานกลางภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในปัจจุบันโดยคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของสินเชื่อจะอยู่ที่ประมาณ
6%-8% ต่อปีในช่วงระหว่างปี 2569‑2571 ซึ่งการเติบโตดังกล่าวน่าจะมีปัจจัยสนับสนุนจากการพัฒนาที่ต่อเนื่องของสาขาที่มีอยู่เดิม เนื่องจากสาขาปัจจุบันของบริษัทยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและยังมีศักยภาพในการขยายพอร์ตสินเชื่อเพิ่มเติม ประกอบกับการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทมีจำนวนสาขา 998 แห่ง ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 ทั้งนี้ ในประมาณการของ
ทริสเรทติ้งได้รวมการเปิดสาขาใหม่ราว 30 แห่งในปี 2569 และประมาณ 100 แห่งเพิ่มเติมในช่วงระหว่างปี 2570‑2571 ภายใต้กลยุทธ์การคัดเลือกทำเลสาขาอย่างรอบคอบ อย่างไรก็ดี แผนการขยายสาขายังคงมีความยืดหยุ่นและขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วง
โครงสร้างพอร์ตสินเชื่อของบริษัทยังคงมีความกระจุกตัวอยู่ในสินเชื่อทะเบียนรถซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70% ของสินเชื่อรวม
ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 ในขณะที่สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์และสินเชื่อโฉนดที่ดินมีสัดส่วนประมาณ 20% และ 10% ตามลำดับ นอกจากนี้ ฝ่ายบริหารของบริษัทยังมีแผนจะขยายธุรกิจนายหน้าประกันภัยโดยมุ่งยกระดับแพลตฟอร์มการขายและขยายเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจอีกด้วย
คุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นแต่ยังคงมีความเสี่ยง
คุณภาพสินทรัพย์ของบริษัทปรับตัวดีขึ้นในปี 2568 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเพิ่มความเข้มงวดของหลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อ ตลอดจนการติดตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และระบบติดตามเร่งรัดหนี้ที่มีความเฉพาะทาง อัตราการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (NPL Formation) ของบริษัทลดลงมาอยู่ที่ 5.7% ของสินเชื่อเฉลี่ยในปี 2568 จาก 6.9% ในปี 2567 และปรับลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นอัตรารายปีที่ประมาณ 3.5% ในไตรมาส 1 ปี 2569 จากคุณภาพของการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่ดีขึ้นและการบริหารหนี้ที่มีประสิทธิผลมากขึ้น ส่วนการตัดหนี้สูญในเชิงรุกซึ่งอยู่ที่ระดับ 6.0% ของสินเชื่อเฉลี่ยในปี 2568 และ 4.1% ในไตรมาส 1 ปี 2569 นั้นยังช่วยสนับสนุนการบริหารคุณภาพสินทรัพย์โดยค่าใช้จ่ายด้านเครดิตปรับลดลงมาอยู่ที่ 4.5% ในไตรมาส 1 ปี 2569 จาก 5.2% ในปี 2568 ในขณะที่อัตราส่วนเงินสำรองต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) ยังคงอยู่ในระดับดีที่ 107%
แม้ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะสามารถรักษาคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ในช่วงปี 2569‑2571 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการพิจารณาสินเชื่อที่รอบคอบอย่างต่อเนื่อง การเร่งรัดหนี้เชิงรุก และการตัดหนี้สูญที่รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงมีความเปราะบางต่อความเสี่ยงด้านเครดิตที่อยู่ในระดับสูงเนื่องจากการมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าที่เข้าถึงบริการทางการเงินในระบบธนาคารที่จำกัด ทั้งนี้ ภายใต้สมมติฐานกรณีฐาน ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตรา NPL Formation ของบริษัทจะอยู่ที่ระดับประมาณ 4.0%‑4.5% ของสินเชื่อเฉลี่ย โดยอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จะทรงตัวต่ำกว่า 4% และอัตราส่วนเงินสำรองต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จะอยู่สูงกว่า 100% เล็กน้อย อย่างไรก็ตาม หากคุณภาพสินทรัพย์ของบริษัทปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญเกินกว่าสมมติฐานกรณีพื้นฐานดังกล่าวก็อาจสร้างแรงกดดันต่ออันดับเครดิตและแนวโน้มอันดับเครดิตได้
ผลกำไรฟื้นตัว ประสิทธิภาพดีขึ้น
ผลกำไรของบริษัทฟื้นตัวดีขึ้นในปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากการควบคุมต้นทุนที่มีวินัยและการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตที่เข้มงวดมากขึ้น โดยอัตรากำไรก่อนหักภาษีต่อสินทรัพย์เสี่ยงถัวเฉลี่ย (EBT/ARWA) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.4% ในปี 2568 จาก 1.2% ในปี 2567 ในขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 503 ล้านบาทจาก 142 ล้านบาทในปีก่อนหน้า
บริษัทยังคงรักษาโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อที่มีความหลากหลายเอาไว้ได้โดยจำกัดสัดส่วนสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ซึ่งมีความเสี่ยงสูงไว้ที่ไม่เกิน 20% ของสินเชื่อรวม อัตราผลตอบแทนของพอร์ตสินเชื่อทรงตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 23% ในช่วงระหว่างปี 2568 จนถึงไตรมาส 1 ปี 2569 ซึ่งยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าผู้ประกอบการรายอื่นส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรม เนื่องจากอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าของสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ ต้นทุนทางการเงินของบริษัทปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 4.3% ในปี 2568 และ 4.0% ในไตรมาส 1 ปี 2569 ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยขยายตัวเป็น 18.7% และ 19.5% ตามลำดับ อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อรายได้ก็ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ในช่วง 47%‑48% จาก 55% ในปี 2567 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการชะลอการขยายสาขา
ทริสเรทติ้งคาดว่าความสามารถในการสร้างผลกำไรของบริษัทจะยังคงเป็นปัจจัยที่สนับสนุนอันดับเครดิต โดยคาดว่าอัตรา EBT/ARWA จะทรงตัวอยู่เหนือระดับ 4.0% ในช่วงปี 2569‑2571 ทั้งนี้ ประมาณการของทริสเรทติ้งคาดการณ์ว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ระดับประมาณ 19% และค่าใช้จ่ายด้านเครดิตจะอยู่ที่ระดับ 4.2%‑4.5% อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อรายได้อาจปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 48%‑49% หลังจากการกลับมาขยายสาขาอีกครั้ง อย่างไรก็ดี ประสิทธิภาพในการดำเนินงานยังคาดว่าน่าจะอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนจะเพิ่มรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยโดยผ่านธุรกิจนายหน้าประกันภัยอีกด้วยโดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามการพัฒนาแพลตฟอร์มและผลิตภัณฑ์ประกันภัยในอนาคต
สถานะเงินทุนปรับตัวดีขึ้น
โครงสร้างแหล่งเงินทุนของบริษัทปรับตัวดีขึ้นและการเข้าถึงวงเงินสินเชื่อในระดับที่มีนัยสำคัญก็เพิ่มขึ้น การทำ IPO ในเดือนกันยายน 2568 ช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางการเงินให้แก่บริษัท ทั้งนี้ แหล่งเงินทุนระยะยาวของบริษัทซึ่งประกอบด้วยวงเงินสินเชื่อระยะยาวจากธนาคารและการออกหุ้นกู้ยังคงอยู่ในระดับคงที่ที่ประมาณ 75% ของแหล่งเงินทุนทั้งหมด โดย ณ เดือนพฤษภาคม 2569 บริษัทมีวงเงินสินเชื่อรวมจำนวน 9.2 พันล้านบาทจากสถาบันการเงินหลายแห่ง ซึ่งจำนวนมากกว่า 4.2 พันล้านบาทหรือประมาณ 45% ยังสามารถเบิกใช้ได้
เนื่องจากสัดส่วนที่มีนัยสำคัญของวงเงินสินเชื่อจากธนาคารของบริษัทยังคงมีลูกหนี้เป็นหลักประกันซึ่งอาจจำกัดความยืดหยุ่นด้านแหล่งเงินทุนภายใต้สภาวะตึงตัว บริษัทจึงได้ทำการทยอยกระจายแหล่งเงินทุนโดยผ่านการออกหุ้นกู้และการจัดตั้งวงเงินสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันบางส่วน ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนปรับตัวดีขึ้นเป็น 62% ในระหว่างปี 2568 จนถึงไตรมาส 1 ปี 2569 จากระดับ 73% ในปี 2567
กระแสเงินสดที่แข็งแกร่งช่วยสนับสนุนสภาพคล่อง
สถานะสภาพคล่องที่อยู่ในระดับ “เพียงพอ” ของบริษัทมีปัจจัยสนับสนุนจากความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสถาบันการเงิน ทั้งนี้ สำหรับช่วงเวลา 12 เดือนนับตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนธันวาคม 2569 บริษัทคาดว่าจะมีกระแสเงินสดรับจากลูกหนี้ที่จำนวนประมาณ 6 พันล้านบาทซึ่งมากพอที่จะรองรับกระแสเงินสดจ่ายที่คาดการณ์ไว้ที่จำนวน 2.8 พันล้านบาทได้ และนอกเหนือจากวงเงินสินเชื่อจากธนาคารแล้ว บริษัทยังได้รับการสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นโดยมีเงินกู้ยืมจากผู้ถือหุ้นคงค้างจำนวน 2.1 พันล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 อีกด้วย
แรงกดดันต่อผู้ประกอบการสินเชื่อทะเบียนรถยังคงมีอยู่
แม้ว่าความต้องการสินเชื่อจากกลุ่มลูกค้าที่เข้าถึงบริการทางการเงินในระบบธนาคารที่จำกัด รวมทั้งผู้ประกอบการรายย่อย ตลอดจนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) จะยังคงอยู่ในระดับสูง แต่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยังคงดำเนินนโยบายการปล่อยสินเชื่อที่มีวินัยท่ามกลางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่สม่ำเสมอในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้อัตราการเติบโตของสินเชื่อชะลอตัวลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 5% ในปี 2568 จากระดับที่สูงกว่าสองเท่าในอดีต
แนวทางที่ระมัดระวังดังกล่าวมีแนวโน้มจะดำเนินต่อไปในปี 2569 โดยคาดว่าการขยายตัวของสินเชื่อจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับในปี 2568 ทั้งนี้ แรงกดดันที่ยืดเยื้อ อาทิ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ยังไม่ทั่วถึงและความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังดำเนินอยู่มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้และยังคงสร้างแรงกดดันต่อคุณภาพสินทรัพย์ของอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวโน้มที่ค่าใช้จ่ายด้านเครดิตจะปรับตัวเพิ่มขึ้นรวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถในระยะปานกลาง
สมมติฐานกรณีพื้นฐาน
สมมติฐานกรณีพื้นฐานของทริสเรทติ้งสำหรับการดำเนินงานของบริษัทในช่วงระหว่างปี 2569‑2571 มีดังนี้
- สินเชื่อคงค้างจะเติบโตในอัตรา 6%‑8% ต่อปี
- ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ประมาณ 19%
- ค่าใช้จ่ายด้านเครดิตจะอยู่ในช่วง 4.2%‑4.5%
- อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อรายได้รวมจะอยู่ในช่วง 48%‑49%
- แนวโน้มอันดับเครดิต
แนวโน้มอันดับเครดิต “Positive” (บวก) สะท้อนถึงความคาดหมายของทริสเรทติ้งว่าฐานทุนและผลกำไรของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดว่าบริษัทจะแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการยกระดับสถานะความเสี่ยงได้อย่างยั่งยืนรวมทั้งรักษาสถานะแหล่งเงินทุนและสภาพคล่องให้อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งต่อไป
ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง
การปรับเพิ่มอันดับเครดิตอาจเกิดขึ้นได้หากบริษัทสามารถเสริมสร้างความแข็งแกร่งของฐานทุนและผลกำไรให้มากขึ้นโดยรักษาอัตราส่วนเงินทุนที่ปรับความเสี่ยงให้อยู่ที่ระดับสูงกว่า 25% อย่างมีนัยสำคัญและรักษาอัตราส่วน EBT/ARWA ให้อยู่เหนือระดับ 4.0% โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ปัจจัยด้านเครดิตอื่น ๆ ยังคงอยู่ในระดับดีเช่นเดิมอย่างต่อเนื่อง
ในทางกลับกัน อันดับเครดิตและแนวโน้มอันดับเครดิตอาจเผชิญกับแรงกดดันในทิศทางปรับลดลงหากบริษัทประสบกับการอ่อนตัวลงอย่างมีนัยสำคัญของคุณภาพสินทรัพย์หรือผลการดำเนินงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่อัตราส่วน EBT/ARWA ปรับลดลงต่ำกว่า 1.5% หรืออัตราส่วนเงินทุนที่ปรับความเสี่ยงยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 15% เป็นระยะเวลานาน
ข้อมูลงบการเงินและอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ *
หน่วย: ล้านบาท
| ------------------------- ณ วันที่ 31 ธันวาคม ---------------------- | |||||||
| ม.ค.-มี.ค. 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | ||
| สินทรัพย์รวม | 12,952 | 12,677 | 12,817 | 12,112 | 8,794 | 6,020 | |
| เงินให้สินเชื่อรวม | 11,964 | 11,562 | 11,685 | 10,632 | 7,592 | 5,143 | |
| ค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น | 470 | 459 | 554 | 406 | 206 | 112 | |
| หนี้สินทางการเงินระยะสั้น | 5,549 | 5,280 | 5,368 | 5,362 | 3,980 | 3,685 | |
| หนี้สินทางการเงินระยะยาว | 3,245 | 3,461 | 4,705 | 4,127 | 2,323 | 1,214 | |
| ส่วนของผู้ถือหุ้น | 3,954 | 3,777 | 2,611 | 2,471 | 2,339 | 1,011 | |
| รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ | 604 | 2,269 | 2,144 | 1,705 | 1,124 | 726 | |
| ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น | 131 | 600 | 762 | 504 | 171 | 87 | |
| รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย | 125 | 424 | 438 | 406 | 469 | 414 | |
| ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน | 382 | 1,476 | 1,659 | 1,452 | 999 | 759 | |
| กำไรก่อนภาษีเงินได้ | 216 | 616 | 161 | 156 | 423 | 295 | |
| กำไรสุทธิ | 175 | 503 | 142 | 132 | 338 | 235 | |
* งบการเงินรวม
หน่วย: %
| -------------------- ณ วันที่ 31 ธันวาคม ------------------ | |||||||
| ม.ค.-มี.ค. 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | ||
| ความสามารถในการทำกำไร | |||||||
| รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ/สินทรัพย์รวมถัวเฉลี่ย ** | 18.86 | 17.80 | 17.20 | 16.31 | 15.17 | 14.84 | |
| รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย/สินทรัพย์รวมถัวเฉลี่ย ** | 3.91 | 3.32 | 3.51 | 3.88 | 6.33 | 8.47 | |
| ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน/รายได้รวม | 46.77 | 47.71 | 54.69 | 59.72 | 56.15 | 59.90 | |
| กำไรจากการดำเนินงาน/สินทรัพย์รวมถัวเฉลี่ย ** | 6.75 | 4.83 | 1.29 | 1.49 | 5.71 | 6.03 | |
| กำไรก่อนภาษีเงินได้/สินทรัพย์เสี่ยงถัวเฉลี่ย ** | 6.09 | 4.39 | 1.20 | 1.43 | 5.68 | 6.18 | |
| อัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวมถัวเฉลี่ย ** | 5.46 | 3.95 | 1.14 | 1.26 | 4.57 | 4.81 | |
| อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นถัวเฉลี่ย ** | 18.11 | 15.75 | 5.57 | 5.47 | 20.20 | 26.36 | |
| คุณภาพสินทรัพย์ | |||||||
| ลูกหนี้ด้อยคุณภาพ/เงินให้สินเชื่อรวม | 3.68 | 3.96 | 4.17 | 3.15 | 2.79 | 1.92 | |
| ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น/เงินให้สินเชื่อรวม ถัวเฉลี่ย ** | 4.46 | 5.16 | 6.83 | 5.53 | 2.68 | 2.06 | |
| ค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น/ลูกหนี้ด้อย คุณภาพ | 106.71 | 100.33 | 113.82 | 121.36 | 95.62 | 113.41 | |
| โครงสร้างเงินทุน | |||||||
| อัตราส่วนเงินทุนที่ปรับความเสี่ยง | 26.81 | 26.36 | 17.85 | 18.39 | 25.15 | 16.47 | |
| อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (เท่า) | 2.28 | 2.36 | 3.91 | 3.90 | 2.76 | 4.95 | |
| เงินทุนและสภาพคล่อง | |||||||
| อัตราส่วนแหล่งเงินทุนที่มีเสถียรภาพ | 84.74 | 88.53 | 89.55 | 85.68 | 86.65 | 58.61 | |
| อัตราส่วนความครอบคลุมของสภาพคล่อง (เท่า) | 0.03 | 0.05 | 0.04 | 0.04 | 0.04 | 0.02 | |
| หนี้สินทางการเงินระยะสั้น/หนี้สินรวม | 61.67 | 59.33 | 52.60 | 55.62 | 61.65 | 73.56 | |
** ปรับอัตราส่วนเป็นตัวเลขเต็มปี
เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง
- เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตสถาบันการเงิน, 25 กันยายน 2567
บริษัท เงินเทอร์โบ จำกัด (มหาชน) (TURBO)
| อันดับเครดิตองค์กร: | BBB- |
| แนวโน้มอันดับเครดิต: | Positive |
อันดับเครดิตในอดีต
วันที่ทบทวนล่าสุด: 23 พฤษภาคม 2568
| วันที่ | อันดับเครดิต | แนวโน้มอันดับเครดิต/ เครดิตพินิจ | ||
| 02 พ.ค. 66 | BBB- | Stable | ||
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
