BBL โบรกแนะนำ “ขาย” เป้า 152 บาท แม้มีมุมมองเชิงบวกในระยะยาว

#ทันหุ้น #ปันผล #Thailand #ลงทุน #SET #BBL โบรกแนะนำ “ขาย” เป้า 152 บาท แม้มีมุมมองเชิงบวกในระยะยาว
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL) ยังคงมองบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า โดยเชื่อว่าการลงทุนภาคเอกชนและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นธนาคารยังระมัดระวังต่อภาวะเศรษฐกิจจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมคงเป้าหมายการดำเนินงานปี 2569 ได้แก่ สินเชื่อเติบโต 2-3%, NIM อยู่ที่ 2.4-2.5%, NPL ราว 3%, รายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตในอัตราเลขหลักเดียวระดับต่ำ, Cost-to-Income อยู่ที่ประมาณ 40%+ และ Credit Cost ที่ 100 bps ขณะที่ CGSI ยังคงคำแนะนำ "ขาย" ราคาเป้าหมาย 152 บาท โดยประเมินว่าราคาหุ้นยังมี Downside 20.4% จากราคาปัจจุบัน 191 บาท
CGSI ระบุว่า แม้ผู้บริหาร BBL มีมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตระยะยาว แต่ยังคาดว่ารายได้ค่าธรรมเนียมในปี 2569-2570 จะเผชิญแรงกดดันจากมาตรฐานค่าบริการใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ซึ่งจะจำกัดการเติบโตของค่าธรรมเนียม แม้ว่าธนาคารจะเดินหน้าขยายธุรกิจ Wealth Management และ Cross-sell ให้กับลูกค้ากลุ่ม High Net Worth ก็ตาม
ด้านธุรกิจสินเชื่อ ผู้บริหารคาดว่า NIM จะปรับดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จากผลตอบแทนสินเชื่อที่ทรงตัวและการขยายตัวของสินเชื่อ โดยเฉพาะลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ Permata Bank ในอินโดนีเซียยังมีการเติบโตของสินเชื่อจากลูกค้ารายใหญ่และ SME แต่เพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยท่ามกลางการแข่งขันด้านอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ CGSI ใช้สมมติฐานสินเชื่อปี 2569 เติบโต 3.4% สูงกว่าเป้าหมายของธนาคารเล็กน้อย
สำหรับฐานะการเงิน CGSI มองว่า BBL ยังมีฐานเงินกองทุนและการตั้งสำรองที่แข็งแกร่ง โดยอัตราส่วนการตั้งสำรองต่อหนี้เสีย (Coverage Ratio) อยู่ที่ 306% ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 ซึ่งอาจเป็นปัจจัยบวกหากธนาคารสามารถลดการตั้งสำรองได้ในช่วงปี 2569-2571 นอกจากนี้ พอร์ตสินเชื่อในอินโดนีเซียคิดเป็น 11% ของสินเชื่อรวม และอาจเป็นแรงหนุนต่อการเติบโตหากเศรษฐกิจอินโดนีเซียฟื้นตัวเร็วกว่าคาด
CGSI ยังคงคำแนะนำ "ขาย" และราคาเป้าหมาย 152 บาท โดยประเมินว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 2569 จะลดลง 13% และ ROE จะอ่อนตัวจาก 8.2% ในปี 2568 เหลือราว 6.7-6.9% ในช่วงปี 2569-2571 สาเหตุหลักมาจากนโยบายจ่ายเงินปันผลที่ยังอยู่เพียงประมาณ 40% ของกำไรสุทธิ และยังไม่มีการปรับกลยุทธ์บริหารเงินกองทุนเหมือนธนาคารคู่แข่ง ความเสี่ยงสำคัญได้แก่ สงครามการค้าโลกที่อาจกระทบความต้องการสินเชื่อต่างประเทศ และค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ยสูงกว่าคาด ขณะที่ปัจจัยบวกจะมาจากการตั้งสำรองต่ำกว่าคาดและมาตรการลดค่าใช้จ่ายเชิงรุก
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
